• ศุกร์ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 20:10 น.

พาณิชย์สั่งห้างเพิ่มสต็อก รับยอดซื้อสินค้าจำเป็นพุ่ง 20%

BREAKING NEWS ECONOMY

กรมการค้าภายในถกห้างค้าปลีก–ค้าส่งและผู้ผลิต หลังประชาชนซื้อสินค้าจำเป็นเพิ่ม 5–20% รับกระแสเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง ยืนยันสินค้ามีเพียงพอ เร่งเติมชั้นวางป้องกันขาดตลาด พร้อมย้ำประชาชนตระหนักแต่อย่าตื่นตระหนก

นายวัฒนศักย์  เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เผยว่าได้เชิญห้างค้าปลีก-ค้าส่ง และห้างท้องถิ่น รวมทั้งผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเป้าหมาย มาหารือ ซึ่งมีการรายงานเบื้องต้นพบสัญญาณการซื้อสินค้าจำเป็น ทั้งน้ำดื่ม นม อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง เพิ่มขึ้นจริง ภาพรวมประมาณ 5-20%

อย่างไรก็ตาม ได้ขอความร่วมมือให้เพิ่ม Safety Stock สต็อกเพื่อความปลอดภัยมากขึ้น ไว้รองรับกรณีเกิดการการแพนิค หรือ วิตกกังวล เพื่อให้มีสินค้าเติมได้ทันกับความต้องการทันที รวมไปถึงการเติมสินค้าขึ้นเชลล์ หรือ ชั้นวาง ก็ให้เพิ่มความรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งทุกห้าง ยืนยันความพร้อมปฏิบัติตาม รวมถึงผู้ผลิตสินค้า ก็ยืนยันภาคการผลิตไม่มีปัญหา ยังมีวัตถุดิบเพียงพอ

โดยกรมการค้าภายใจ จะประสาน กับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งภาคเอกชนทั้งหมดอย่างใกล้ชิดเป็นรายวัน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเท่านั้น เพราะขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณที่น่ากังวล ถือเป็นมาตรการเตรียมความพร้อมปกติไว้กรณีฉุกเฉิน  จึงขอให้พี่น้องประชาชน ให้ตระหนัก แต่ไม่ตื่นตระหนก

ขณะที่สถานการณ์ราคาสินค้าในสัปดาห์นี้ สินค้าเกษตรสำคัญ ราคาทรงตัวสูง ขณะที่ โครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าสู้ภัยน้ำท่วม” กรมการค้าภายใน ดำเนินการแล้วกว่า  900 ครั้ง ลดภาระค่าครองชีพประชาชนแล้วกว่า 32 ล้านบาท

ส่วนสินค้าเกษตรสำคัญ โดยเฉพาะ ข้าวเปลือก ราคายังทรงตัวสูงต่อเนื่อง โดย ข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้น 15% เฉลี่ย 16,350 บาทต่อตัน ย่อลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน แต่หากเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่เพียง 14,735 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ อยู่ที่ตันละ  14,250 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี เฉลี่ยอยู่ที่ 12,650 บาท สูงกว่าปีก่อนค่อนข้างสูง  ปีก่อนอยู่ที่ 8,073 บาท ข้าวเจ้าเปลือกเจ้า ตันละ 9,500 สูงสุดอยู่ที่ 10,000 บาทต่อตัน แต่ปีก่อน อยู่ที่ประมาณ 6,608 บาทเท่านั้น และราคาข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว อยู่ที่ 12,500 บาท สูงสุดที่ 13,000 บาท ต่อตัน

มันสำปะหลัง ราคาทรงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่กิโลกรัมละ 3.80 บาท แม้จะย่อลงจากเดือนที่แล้ว แต่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง เพราะเทียบกับปีที่แล้ว อยู่ที่ 2.21  บาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาอยู่ที่ 11.07 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่ 9.69 บาท ส่วนราคาหน้าโรงงานอาหารสัตว์ ราคารับซื้อขยับขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน อยู่ที่ 11.65 บาท ขยับจากสัปดาห์ที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 10.84 บาท

ผลปาล์มน้ำมัน เฉลี่ยอยู่ที่ 8.05 บาทต่อกิโลกรัม สูงสุดก็อยู่ที่ 8.40 บาท ราคา น้ำมันปาล์มดิบ CPO เฉลี่ยอยู่ที่ 38.88 บาท สูงสุดอยู่ที่ 39 บาท และราคาน้ำมันบรรจุขวด ทรงตัวที่ขวดลิตรละ ที่ 51.34 บาท

ราคายางแผ่นดิบ ย่อลงเล็กน้อย อยู่ที่ 83.10  บาท  แต่หากเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 56.81 บาท  ส่วนน้ำยางสด อยู่ที่ 83.75 บาท ถือว่าสูงกว่าปีที่ผ่านมา ยางก้อนถ้วย อยู่ที่ 37.65 บาท ถือว่ายังสูงกว่าปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 27.29 บาท

สำหรับเนื้อสัตว์ หมูเป็นหน้าฟาร์  ราคาปรับ เพิ่มขึ้นมา 4 สตางค์ อยู่ที่กิโลกรัมละ 69.90 บาท หมูเนื้อแดง ทรงตัวอยู่ที่ 134.90 บาท

เนื้อไก่ ทรงตัว เนื้อน่องติดสะโพก อายู่ที่ 90.56 บาท เนื้อน่อง อยู่ที่ 89.38 บาทเนื้ออก อยู่ที่ 85.50 บาท

ไข่ไก่  ไข่คละหน้าฟาร์ม ทางสมาคมผู้เลี้ยง ไก่ไข่ ยังคงตรึงราคา ไว้ที่ฟองละ 4 บาท

สำหรับสถานการณ์ราคาผัก มีเพียงกลุ่มผักใบอ่อน ที่ราคาขยับขึ้นจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งต้นหอม และผักชี แต่ผักหลายชนิด ราคาปรับลดลง  ราคากะหล่ำปลี ขายส่งในตลาดกลาง เหลือกิโลกรัมละ 10 บาท ผักบุ้งจีน อยู่ที่กิโลกรัมละ 16 บาท พริกจินดาเขียว อยู่ที่ประมาณ 34 บาท พริกจินดาแดง ลงมาอยู่ที่ 40 บาท ผักกาดขาว เฉลี่ยอยู่ที่ 13 บาท ใบกะเพรา  อยู่ที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม ผักชีฝรั่ง ลงมาเหลือประมาณ 20 บาท  ถั่วฝักยาว เหลือ 28 บาท ต่อกิโลกรัม

ส่วนความคืบหน้า โครงการ ไทยช่วยไทย สู้ภัยน้ำท่วม รวมกว่า 3,000 กว่าจุด ขณะนี้  เดินหน้าจัดแล้ว  928 ครั้ง ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมมูลค่าเงินสะพัดกว่า 85.67 ล้านบาท สามารถลดภาระค่าครองชีพได้กว่า 32 ล้านบาท  โดย ประชาชนสามารถตรวจสอบจุดจำหน่ายได้ที่ Facebook กรมการค้าภายในและสแกน QR Code ได้.