• พฤหัสบดี 29 ตุลาคม 2569 เวลา 17:46 น.

‘ศุภจี’ จับมือ ส.อ.ท. ดันสินค้าไทย หนุน SMEs

BREAKING NEWS ECONOMY

กระทรวงพาณิชย์ผนึกสภาอุตสาหกรรมฯ ปรับสมดุลการค้า เพิ่มการใช้สินค้าและวัตถุดิบไทย พร้อมเปิดตลาดใหม่ผ่าน FTA ชู 4 กลยุทธ์สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เชื่อม SMEs สู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหญ่ กระจายโอกาสเติบโตทั่วถึง

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือร่วมกับนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหาร ส.อ.ท. เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รับมือความท้าทายทางการค้า ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างทั่วถึง ณ กระทรวงพาณิชย์

นางศุภจี กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งสถานการณ์เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เศรษฐกิจที่เติบโตไม่ทั่วถึง และความท้าทายด้านดุลการค้า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งสร้าง “สมดุลทางการค้า” ทั้งด้านตลาด สินค้า และรายได้ ไม่ใช่เพียงเพิ่มมูลค่าการส่งออก แต่ต้องเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SMEs และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ควบคู่กับการขยายตลาดและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจะใช้กุญแจสำคัญ 4 ดอก ได้แก่ “Rethink Partnerships” การคิดใหม่เรื่องพันธมิตรเพื่อเปิดตลาดใหม่และกระจายความเสี่ยง “Redefine Value” การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และการต่อยอดศักยภาพของสินค้าไทย “Rewire Trade” การเชื่อมโยงการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน และ “Rebuild Trust & Resilience” การสร้างความเชื่อมั่นและเสริมความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

สำหรับความร่วมมือกับ ส.อ.ท. กระทรวงพาณิชย์พร้อมผลักดันการส่งเสริมสินค้าไทยผ่านการรับรอง Made in Thailand (MiT) และโครงการ Buy Thai เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาด กระตุ้นการใช้สินค้าไทย และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ควบคู่กับการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดใหม่ ลดอุปสรรคทางการค้า และกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก (Jewelry Hub) การยกระดับสินค้าเกษตรจากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added Products) ผ่านโครงการ Thailand Food Valley ตลอดจนการส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการไทย

ด้านการส่งเสริม SMEs ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับความพร้อมของธุรกิจ การเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับแหล่งเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้า โดยมุ่งให้ SMEs สามารถเติบโตและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าในรูปแบบที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน โดยปรับแนวคิดจากการ “ขายให้” (Sell To) สู่การ “ขายร่วมกัน” (Sell With) ผ่าน Co-Creation นำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี และตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การค้าระดับภูมิภาคและระดับโลก

สำหรับกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือ จะดำเนินการทั้งในระดับนโยบายผ่านคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs รวมถึงการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และเครือข่ายสภาธุรกิจภายใต้ ส.อ.ท. และกรอบ กกร. เพื่อผลักดันข้อเสนอและแนวทางความร่วมมือไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม

นางศุภจี กล่าวย้ำว่า เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์คือการทำให้การค้าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและทั่วถึง โดยไม่เพียงสร้างรายได้จากการส่งออก แต่ต้องเพิ่มมูลค่าในประเทศ ส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบไทย ตลอดจนกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อเปลี่ยนการเติบโตทางการค้าให้เป็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน.