• จันทร์ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 17:12 น.

ข้าราชการรับเงินเดือนผ่านพร้อมเพย์ เริ่ม พ.ค.70

BREAKING NEWS ECONOMY

กรมบัญชีกลางปรับระบบจ่ายเงินเดือนข้าราชการ–ค่าจ้างลูกจ้างประจำ ผ่านพร้อมเพย์ผูกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เริ่มพฤษภาคม 2570 ให้ต้นสังกัดรายงานข้อมูลภายใน 30 ธันวาคมนี้ ย้ำผู้มีสินเชื่อผูกบัญชีเงินเดือนใช้บัญชีเดิม โดยยังไม่รวมผู้รับบำนาญ

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้พัฒนาระบบจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำ หรือ e-Payroll เพื่อรองรับการจ่ายเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ที่ลงทะเบียนด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก แทนการใช้เลขบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยจะเริ่มจ่ายเงินเดือนข้าราชการและค่าจ้างลูกจ้างประจำด้วยวิธีดังกล่าว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ยังไม่รวมการจ่ายบำนาญ

การปรับระบบครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายพัฒนาระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ หรือ National e-Payment เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความปลอดภัยของการจ่ายเงินภาครัฐ พร้อมสนับสนุนการให้บริการสู่รัฐบาลดิจิทัล

กรมบัญชีกลางขอให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชนกับบัญชีเงินฝากธนาคาร ตามช่องทางและวิธีการที่ธนาคารกำหนด โดยสามารถเลือกธนาคารและบัญชีที่ต้องการรับเงินได้

อย่างไรก็ตาม ผู้มีภาระสินเชื่อผูกพันกับธนาคารที่ใช้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำ ต้องลงทะเบียนพร้อมเพย์กับบัญชีรับเงินเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจัดการภาระหนี้และเงื่อนไขสินเชื่อ

สินเชื่อที่เกี่ยวข้อง อาทิ สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏและสินเชื่ออเนกประสงค์สำหรับบุคลากรภาครัฐของธนาคารกรุงไทย สินเชื่อ Benefit Plus Loan ของธนาคารทหารไทยธนชาต สินเชื่อ Salary เปย์ ของธนาคารออมสิน และสินเชื่อสำหรับลูกค้า Bualuang Payroll หรือสินเชื่อบัวหลวงอุ่นใจของธนาคารกรุงเทพ

ข้อกำหนดดังกล่าวไม่รวมสินเชื่อที่มีบันทึกข้อตกลง หรือ MOU เช่น สินเชื่อผ่อนชำระเพื่อที่อยู่อาศัย และหนี้สหกรณ์

เมื่อลงทะเบียนแล้ว ให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำยื่นแบบยืนยันข้อมูลการลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชนต่อส่วนราชการต้นสังกัด เพื่อให้ตรวจสอบเลขประจำตัวประชาชนในระบบ e-Payroll ให้ตรงกับแบบยืนยันข้อมูล

จากนั้น ส่วนราชการระดับกรมต้องแจ้งข้อมูลผู้ที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์เรียบร้อยแล้วให้กรมบัญชีกลางทราบ ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2569

นางแพตริเซีย กล่าวอีกว่า การใช้เลขประจำตัวประชาชนแทนเลขบัญชีธนาคารจะช่วยลดการจัดเก็บข้อมูลทางการเงิน ลดความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล และป้องกันการทุจริตจากการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงเลขบัญชีรับเงิน อีกทั้งสนับสนุนการยืนยันตัวตนตามหลักเกณฑ์ของสถาบันการเงิน ช่วยลดความเสี่ยงจากการสวมสิทธิและการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนบัญชีรับเงินด้วย.