• พุธ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 15:57 น.

ส.อ.ท. เตือนใต้รับฝนหนัก เร่งแผนรับมือน้ำท่วม

BREAKING NEWS ECONOMY

ส.อ.ท. เผยน้ำท่วมกระทบผู้ประกอบการกว่า 2,000 ราย เสียหายเบื้องต้น 6,000–7,000 ล้านบาท เตือนภาคใต้เฝ้าระวังฝนหนักช่วง 17–18 ตุลาคม
เสนอ 4 มาตรการฟื้นฟูอุตสาหกรรม ทั้งตรวจมลพิษ จัดการกากของเสีย เติมสภาพคล่อง SMEs และยกระดับแผนรับมือภัยพิบัติ เชื่อมระบบเตือนภัยล่วงหน้า

จับตาภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักระยะถัดไปสำหรับสถานการณ์ระยะถัดไป

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายอากาศระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ว่าภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 12–13 และ 17–18 ตุลาคม ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40–60 ของพื้นที่ตลอดช่วง โดยพื้นที่ที่ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา นราธิวาส รวมถึงจังหวัดฝั่งอันดามัน ได้แก่ พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ส่วนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา และสุราษฎร์ธานี ต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านการระบายน้ำ การปกป้องทรัพย์สิน และความปลอดภัยของบุคลากรข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 20 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 99 อำเภอ และ 804 ตำบล

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 4,523 ราย ใน 55 จังหวัด มูลค่าความเสียหายประมาณ 2,137 ล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลขจากแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตการสำรวจและวิธีประเมินความเสียหายแตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงได้ แต่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างต่อภาคการผลิตและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูกิจการกรณีนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งมีรายงานน้ำท่วมขังบางพื้นที่สูงประมาณ 30–70 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อโรงงานประมาณ 150 แห่ง และมีโรงงานหยุดการผลิต 34 แห่ง

สะท้อนให้เห็นว่าอุทกภัยไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะต่อสถานประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อการขนส่ง การส่งมอบชิ้นส่วน และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน แม้สถานการณ์ในภาคตะวันออกบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังจำเป็นต้องติดตามระดับน้ำ ปริมาณฝน และประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ

ส.อ.ท. เสนอ 4 มาตรการเร่งฟื้นฟูและยกระดับการรับมืออุทกภัย

1. ตรวจสอบมลพิษและคุณภาพน้ำหลังน้ำลด เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

2. จัดการน้ำเสีย สารเคมี และกากอุตสาหกรรมอย่างปลอดภัย ตรวจสอบพื้นที่จัดเก็บสารเคมี ระบบบำบัดน้ำเสีย และกากอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ป้องกันการรั่วไหลและการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำหรือพื้นที่ชุมชน พร้อมกำกับการจัดการของเสียให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง 3. เร่งมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ SMEs สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยสถานการณ์อุทกภัยปี 2569 ส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ โดยจากการสำรวจสมาชิกใน 14 จังหวัด พบผู้ประกอบการได้รับผลกระทบกว่า 2,000 ราย ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 6,000–7,000 ล้านบาท ครอบคลุมเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง การผลิต และโลจิสติกส์ พร้อมเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน ทั้งตรวจสอบมลพิษหลังน้ำลด จัดการของเสียอย่างปลอดภัย เร่งช่วยเหลือด้านการเงินแก่ SMEs และยกระดับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สู่แผนตอบสนองสถานการณ์ที่ปฏิบัติได้จริง ควบคู่การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถรับมือและฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จับตาภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักระยะถัดไป

สำหรับสถานการณ์ระยะถัดไป กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายอากาศระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ว่าภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 12–13 และ 17–18 ตุลาคม ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40–60 ของพื้นที่ตลอดช่วง โดยพื้นที่ที่ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา นราธิวาส รวมถึงจังหวัดฝั่งอันดามัน ได้แก่ พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ส่วนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา และสุราษฎร์ธานี ต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านการระบายน้ำ การปกป้องทรัพย์สิน และความปลอดภัยของบุคลากร

ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 20 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 99 อำเภอ และ 804 ตำบล ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 4,523 ราย ใน 55 จังหวัด มูลค่าความเสียหายประมาณ 2,137 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตัวเลขจากแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตการสำรวจและวิธีประเมินความเสียหายแตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงได้ แต่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างต่อภาคการผลิตและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูกิจการ

กรณีนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งมีรายงานน้ำท่วมขังบางพื้นที่สูงประมาณ 30–70 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อโรงงานประมาณ 150 แห่ง และมีโรงงานหยุดการผลิต 34 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าอุทกภัยไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะต่อสถานประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อการขนส่ง การส่งมอบชิ้นส่วน และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน แม้สถานการณ์ในภาคตะวันออกบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังจำเป็นต้องติดตามระดับน้ำ ปริมาณฝน และประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ

ส.อ.ท. เสนอ 4 มาตรการเร่งฟื้นฟูและยกระดับการรับมืออุทกภัย

  1. ตรวจสอบมลพิษและคุณภาพน้ำหลังน้ำลด เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
  2. จัดการน้ำเสีย สารเคมี และกากอุตสาหกรรมอย่างปลอดภัย ตรวจสอบพื้นที่จัดเก็บสารเคมี ระบบบำบัดน้ำเสีย และกากอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ป้องกันการรั่วไหลและการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำหรือพื้นที่ชุมชน พร้อมกำกับการจัดการของเสียให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  3. เร่งมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ SMEs ประสานหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนเงินทุนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักร ฟื้นฟูสถานประกอบการ และเสริมสภาพคล่องสำหรับการกลับมาดำเนินธุรกิจ รวมถึงพิจารณามาตรการสินเชื่อและการพักชำระหนี้ตามความเหมาะสม
  4. ยกระดับ BCP สู่ Response Plan ที่ปฏิบัติได้จริง ทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ กำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนการแจ้งเตือน เกณฑ์ตัดสินใจหยุดการผลิต แผนเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน และเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและลดความเสียหาย

นอกจากนี้ นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ส.อ.ท. เสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลพยากรณ์ฝน ระดับน้ำ สถานการณ์การระบายน้ำ และแผนพื้นที่เสี่ยงเข้าสู่ระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อใช้สถานการณ์รายพื้นที่เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ (Trigger) สำหรับการแจ้งเตือนและดำเนินมาตรการตามระดับความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยสถานประกอบการในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะภาคใต้ ควรตรวจสอบระบบระบายน้ำและเตรียมเครื่องสูบน้ำ ดูแลความปลอดภัยของพนักงาน ป้องกันความเสียหายต่อเครื่องจักรและทรัพย์สิน เตรียมขั้นตอนหยุดระบบอย่างปลอดภัย ตลอดจนจัดทำแผนสำรองด้านวัตถุดิบและการขนส่ง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อได้หรือกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็ว

“ส.อ.ท. พร้อมประสานความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเตรียมพร้อม การช่วยเหลือผู้ประกอบการ และการฟื้นฟูหลังอุทกภัยอย่างบูรณาการ โดย การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมต้องครอบคลุมทั้งประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงเร่งให้โรงงานกลับมาเดินเครื่อง แต่ต้องป้องกันมลพิษตกค้าง สร้างความปลอดภัยให้ชุมชน และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายปรีดา กล่าวทิ้งท้ายหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนเงินทุนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักร ฟื้นฟูสถานประกอบการ และเสริมสภาพคล่องสำหรับการกลับมาดำเนินธุรกิจ รวมถึงพิจารณามาตรการสินเชื่อและการพักชำระหนี้ตามความเหมาะสม4. ยกระดับ BCP สู่ Response Plan ที่ปฏิบัติได้จริง ทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ กำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนการแจ้งเตือน เกณฑ์ตัดสินใจหยุดการผลิต แผนเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน และเส้นทางขนส่งสำรอง

นอกจากนี้ นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ส.อ.ท. เสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลพยากรณ์ฝน ระดับน้ำ สถานการณ์การระบายน้ำ และแผนพื้นที่เสี่ยงเข้าสู่ระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อใช้สถานการณ์รายพื้นที่เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ (Trigger) สำหรับการแจ้งเตือนและดำเนินมาตรการตามระดับความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยสถานประกอบการในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะภาคใต้ ควรตรวจสอบระบบระบายน้ำและเตรียมเครื่องสูบน้ำ ดูแลความปลอดภัยของพนักงาน ป้องกันความเสียหายต่อเครื่องจักรและทรัพย์สิน เตรียมขั้นตอนหยุดระบบอย่างปลอดภัย ตลอดจนจัดทำแผนสำรองด้านวัตถุดิบและการขนส่ง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อได้หรือกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็ว

“ส.อ.ท. พร้อมประสานความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเตรียมพร้อม การช่วยเหลือผู้ประกอบการ และการฟื้นฟูหลังอุทกภัยอย่างบูรณาการ โดย การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมต้องครอบคลุมทั้งประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงเร่งให้โรงงานกลับมาเดินเครื่อง แต่ต้องป้องกันมลพิษตกค้าง สร้างความปลอดภัยให้ชุมชน และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายปรีดา กล่าว.