• พฤหัสบดี 8 ตุลาคม 2569 เวลา 13:22 น.

พาณิชย์หนุนแฟรนไชส์สร้างอาชีพ เปิด 2 หมื่นทำเลค้าขาย

BREAKING NEWS ECONOMY

กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” หนุนลงทุน 50% สูงสุด 1 หมื่นบาท พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ–บสย.ค้ำประกัน ตั้งเป้าสร้างอาชีพ 1 หมื่นราย เปิดทำเลค้าขายทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นจุด มีแฟรนไชส์ร่วม 109 ราย ผู้สมัครแล้ว 493 ราย ขยายโครงการถึงธันวาคม 2570

นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” เป็นนโยบายเรือธงของกระทรวงพาณิชย์ที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ดำเนินการภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน เปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือหารายได้เพิ่มเติม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นผ่านระบบแฟรนไชส์

โดยโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” เป็นกลไกในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ประชาชน เปิดโครงการฯ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันมีแฟรนไชส์ซอร์ที่เข้าร่วมโครงการฯ และแสดงข้อมูลบนเว็บไซต์กรมฯ 109 ราย เปิดทางเลือกให้ผู้สนใจสามารถเลือกธุรกิจที่เหมาะสมกับความต้องการและศักยภาพของตนเอง ขณะที่มีผู้ขอสมัครแพ็กเกจแฟรนไชส์แล้ว 493 ราย สะท้อนความสนใจของประชาชนในการเริ่มต้นธุรกิจผ่านรูปแบบแฟรนไชส์ที่มีระบบสนับสนุนและองค์ความรู้รองรับในจำนวนผู้สมัครทั้ง 493 ราย ซึ่งเมื่อผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบหลักฐานแล้วจะอนุมัติเงินสนับสนุนให้ต่อไป

อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสนับสนุนภายใต้โครงการฯ กำหนดวงเงินสนับสนุนลงทุนร้อยละ 50 ของมูลค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ สูงสุดรายละไม่เกิน 10,000 บาท/ราย โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการสร้างอาชีพ 10,000 ราย ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสการมีงานทำและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่ รวมทั้งเกิดการจ้างงานและ   การซื้อขายสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานความร่วมมือกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ

และยังได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่ค้าขายในห้างโลตัสและแม็คโครกว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้า ฟรีค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด สนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ และ PTT Station พร้อมเปิดพื้นที่กว่า 8,000 จุดทั่วประเทศให้ผู้ประกอบการที่ซื้อแฟรนไชส์เข้าใช้พื้นที่เป็นทำเลค้าขายเป็นกรณีพิเศษ

โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” เป็นการนำศักยภาพของธุรกิจแฟรนไชส์มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างอาชีพและสร้างรายได้ โดยมุ่งให้ประชาชนที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจสามารถเข้าถึงธุรกิจที่มีระบบและมาตรฐาน ขณะเดียวกันยังช่วยเชื่อมโยงแฟรนไชส์ซอร์กับผู้ประกอบการรายใหม่ ทำให้เกิดการขยายสาขา การจ้างงาน และการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่

เมื่อพิจารณาผลในมิติทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะตัวผู้ได้รับสิทธิ แต่ยังมีโอกาสก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระดับพื้นที่ ทั้งค่าเช่าพื้นที่ ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าแรง และการใช้บริการจากธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1,100 ล้านบาท จากการจัดตั้งสาขาและการดำเนินธุรกิจของผู้เข้าร่วมโครงการ

ทั้งนี้ ตัวเลขผู้สมัคร 493 ราย แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความสนใจและต้องการสร้างอาชีพของตนเองผ่านธุรกิจแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่อง กรมฯ จึงได้ขยายระยะเวลาโครงการฯ ออกไปถึงเดือนธันวาคม 2570 เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนในการเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับกระทบจากภัยน้ำท่วม และต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ เปลี่ยนโอกาสจาก คนอยากมีอาชีพ สู่ เจ้าของธุรกิจรายใหม่

จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ช่องทาง Line Official Account @franchisedbdplus Call Center 1570 โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953 และ e-Mail : franchisedbdplus@gmail.com” อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย.