“นภินทร์” เปิดยุทธศาสตร์ SME ปี 2570 เปลี่ยนจาก One Size Fits All สู่การส่งเสริมเฉพาะขนาด-อุตสาหกรรม-ช่วงอายุธุรกิจ รับยุคดิจิทัล AI และ Green เผยครึ่งปี 2569 ส่งออก SME ทะยาน 27.8% แตะ 8.94 แสนล้านบาท เดินหน้าเชื่อม 5 ปัจจัย “ทุน-ตลาด-ความรู้-สิทธิประโยชน์-นโยบาย”

นายนภินทร์ ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างเป็นประธานแถลงนโยบายในกิจกรรม “สสว. The Growth Connector ปลดล็อก SME โตได้ไกล ไปได้จริง” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อสรุปผลการดำเนินงานส่งเสริมผู้ประกอบการ และเปิดแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน SME ปี 2570 โดยระบุตอนหนึ่งว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นในการยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทย ซึ่งมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 99.5 ให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ภายใต้นโยบาย Thailand 10 Plus ที่มุ่งสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ยกระดับขีดความสามารถด้วยดิจิทัลและ AI เพิ่มผลิตภาพผ่านห่วงโซ่การผลิตและการตลาด สนับสนุนการปรับตัวสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050 และเตรียมความพร้อมในการเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571
พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ สสว. ปรับแนวทางการส่งเสริมจากเดิมแบบครอบจักรวาล (One size fit all) สู่การพัฒนาแบบเฉพาะเจาะจงตามขนาด (Scale), อุตสาหกรรม (Sector) และช่วงอายุธุรกิจ (Stage) พร้อมทั้งเน้นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก (Evidence-based Policy) เพื่อให้ SME ไทยพึ่งพาตนเองและแข่งขันได้ในระดับสากล
ด้าน ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้นำเสนอรายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานสำคัญ โดยระบุว่า ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดปี 2568 MSME สามารถขยายตัวได้ถึง 2.4% คิดเป็นมูลค่า 6,606,631 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้ภาคธุรกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วน GDP SME ต่อ GDP รวมของประเทศมักทรงตัวอยู่ที่ระดับ 34%–35% เนื่องจากมี SME ที่เติบโตจนมีรายได้เกินเกณฑ์และขยับสถานะขึ้นไปเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (Upsize) ซึ่งหากนำมูลค่ากลุ่มดังกล่าวกลับมารวมคำนวณ จะพบว่าสัดส่วน GDP SME ที่แท้จริงจะสูงถึง 37.37% ในปี 2567 และ 36.86% ในปี 2568

นอกจากนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการส่งออกของ SME มีมูลค่า 894,431.4 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 27.8% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการเติบโตอย่างแท้จริง
ภายในงานยังได้จัดให้มีเวทีเสวนาเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศของประเทศ เริ่มด้วย เวทีเสวนาช่วงที่ 1 ในหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากเครือข่ายพันธมิตร บูรณาการข้อมูลและแผนกลยุทธ์ พลิกโฉม SME ไทย โตไกลอย่างยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ นางอารีพันธ์ เจริญสุข ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ร่วมฉายภาพความร่วมมือในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจและการมองเห็นโจทย์เชิงนโยบาย,
นายสุวิทย์ สรรพวิทยศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวสค.) สะท้อนมุมมองการจัดทำ GDP SME และระบบข้อมูลเตือนภัยเพื่อการกำหนดนโยบายที่แม่นยำ และ ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีรับมือยุค Digital, AI และ Green Transformation
จากนั้นเป็นการเปิดเวทีเสวนาช่วงที่ 2 ในหัวข้อ “เสียงสะท้อนแห่งความสำเร็จ ปลดล็อก SME ไทย โตได้ไกล ไปได้จริง” ซึ่งเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จจากผู้แทนผู้ประกอบการ SME ทั้ง
4 ท่าน ได้แก่ นางสาวรินทร์ธนัน ฐกรประเสร์ฐกูล จากนครพนมฟาร์มปลา, นางสาวพรทิพย์ วงคำ จากแบรนด์โลซิ (Lochi) จังหวัดเชียงใหม่,นางสาวอารยา อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ บริษัท เออเบิ้นเวย์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ร้านสะดวกซักอัจฉริยะแบรนด์ “Trendy Wash”, และนางสาวฟิรเดาซ์ วาแมดีซา จากฟิรเดาซ์ ดีซา ช็อป จังหวัดยะลา ที่มาร่วมสะท้อนมุมมองและผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาศักยภาพภายใต้การสนับสนุนของ สสว.
และปิดท้ายด้วยช่วง “ก้าวต่อไป สสว. 2570 ปลดล็อกโอกาส เชื่อมโยงอนาคต SME ไทยอย่างยั่งยืน” สรุปภาพรวมจากการเสวนา พร้อมชี้แจงรายละเอียดแผนงานและโครงการไฮไลต์ในปี 2570 ของ สสว. ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศ SME ครบทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ทุน, ตลาด, ความรู้, สิทธิประโยชน์ และนโยบาย พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามข้อสงสัยในรอบ Q&A Session เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคต SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน.

