พาณิชย์เร่งสปีดจดเครื่องหมายการค้า Fast Track พุ่ง 21.9%

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยครึ่งปี 2569 ยื่นจดเครื่องหมายการค้า Fast Track 15,276 คำขอ เพิ่ม 21.9% รู้ผลเร็วภายใน 3–6 เดือน พร้อมนำ AI ช่วยตรวจสอบเครื่องหมาย เดินหน้าปั้นแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก ควบคู่ “Trademark Monitor” เฝ้าระวังการละเมิดในจีน-อาเซียน พบต่างชาติยื่นเครื่องหมายคล้าย “เต่าบิน-Cathy Doll” ในเวียดนาม

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา(DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทที่มีการยื่นขอจดทะเบียนมากที่สุดในไทย อาจสืบเนื่องจากเครื่องหมายการค้าถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์ในการดำเนินธุรกิจ โดยในปี 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับคำยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสูงถึง 55,668 คำขอ คิดเป็น 73.85% ของคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท (75,381 คำขอ) สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องหมายการค้าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ และเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค หากผู้ประกอบการได้รับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและส่งเสริมการขยายตลาดได้อย่างมั่นใจ
นางอรมน กล่าวว่า ปัจจุบันการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 11 เดือน เนื่องจากมีคำขอจำนวนมากที่ระบุรายการสินค้าหรือบริการตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันรายการต่อ 1 คำขอ จึงส่งผลให้การตรวจสอบใช้เวลามากขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อกรมฯ รับจดทะเบียนแล้ว เครื่องหมายนั้นจะได้รับความคุ้มครองโดยมีผลย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าโดยเร็ว
กรมฯ จึงเปิดช่องทาง Fast Track เพื่อเร่งรัดการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยผู้ประกอบการจะทราบผลการพิจารณาภายในระยะเวลา 3–6 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอ โดยแบ่งบริการ Fast Track ออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) Fast Track 3 เดือน สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่มีหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน SME จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. (คำขอระบุรายการสินค้าไม่เกิน 50 รายการ) รวมถึงผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องใช้หนังสือรับรองการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อขอใบอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ (คำขอระบุรายการสินค้าไม่เกิน 10 รายการ)
(2) Fast Track 4 เดือน สำหรับผู้ประกอบการที่มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศ หรือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (คำขอระบุรายการสินค้าไม่เกิน 10 รายการ) และ
(3) Fast Track 6 เดือน สำหรับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ระบุรายการสินค้าหรือบริการได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ (คำขอระบุรายการสินค้าไม่เกิน 50 รายการ)
สถิติตั้งแต่ปี 2564 ที่กรมฯ เริ่มเปิดให้บริการ Fast Track เครื่องหมายการค้าในไทยครั้งแรก จนถึงปัจจุบัน มีผู้ประกอบการใช้บริการดังกล่าวแล้วกว่า 115,817 ราย และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน) มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Fast Track ในไทยทุกรูปแบบรวมทั้งสิ้น 15,276 คำขอ เพิ่มขึ้น 21.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา และจำนวนคำขอ Fast Track ดังกล่าวคิดเป็น 64% ของคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทยทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่มีต่อประสิทธิภาพการให้บริการของกรมฯ
นอกจากนี้ กรมฯ ยังเปิดให้บริการ Renewal Fast Track เพื่ออำนวยความสะดวกในการต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยผู้ประกอบการที่มายื่นคำขอต่ออายุ ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา สามารถรอรับหนังสือสำคัญแสดงการต่ออายุเครื่องหมายการค้าได้ภายในวันเดียวกัน สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอต่ออายุผ่านระบบ e-Filing จะได้รับหนังสือสำคัญในวันทำการถัดไป รวมทั้งการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในระบบ Image Search และ Trademark Checker เพื่อช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยคัดกรองคำขอให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยตั้งแต่เปิดใช้บริการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีผู้ใช้บริการกว่า 9 แสนครั้ง นับเป็นบริการที่ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำเครื่องหมายการค้าไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานด้านเครื่องหมายการค้า ผ่านการอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ (Trademark Professional) โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะด้านการจัดทำคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศ เทคนิคการออกแบบเครื่องหมายการค้าให้สามารถจดทะเบียนได้ การใช้เครื่องมือ Image Search และ Trademark Checker ช่วยตรวจสอบและวิเคราะห์ความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้าเบื้องต้นด้วยตนเอง การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศผ่านระบบมาดริด (Madrid System) ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในประเทศภาคีสมาชิกที่มีอยู่กว่า 132 ประเทศผ่านการยื่นคำขอเพียงครั้งเดียว การบริหารจัดการแบรนด์และเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ การใช้เครื่องหมายการค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าแบรนด์และขยายตลาดสู่ต่างประเทศกลยุทธ์ ตลอดจนการคุ้มครองและป้องกันการละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีตัวแทนเครื่องหมายการค้าและผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมและได้รับประกาศนียบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว 51 ราย และกรมฯ เตรียมจัดอบรมหลักสูตร Trademark Professional ครั้งที่ 2 ในวันที่ 24-26 สิงหาคม 2569 นี้ ณ โรงแรมเบส เวสเทิร์น จตุจักร โดยเปิดรับผู้เข้าอบรมจำนวน 50 ราย
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการปกป้องสิทธิเครื่องหมายการค้าของคนไทยในต่างประเทศ ในปีนี้กรมฯ ได้ดำเนินโครงการ Trademark Monitor ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 100 ราย เพื่อรับบริการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนหากมีการนำเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้ประกอบการไทยไปจดทะเบียนในประเทศจีนและอาเซียน ตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจากการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 กรมฯ ตรวจสอบพบผู้ประกอบการต่างชาติยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของคนไทย จำนวน 2 เครื่องหมาย ได้แก่ เครื่องหมาย “เต่าบิน” ของบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการจดทะเบียนในกลุ่มรายการสินค้าเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ในประเทศเวียดนาม และเครื่องหมาย “Cathy Doll” ของบริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการจดทะเบียนในกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางในประเทศเวียดนามเช่นกัน กรมฯ จึงได้เร่งแจ้งให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าไทยทราบ เพื่อดำเนินการยื่นคัดค้านการจดทะเบียนก่อนครบกำหนดการใช้สิทธิตามกฎหมาย พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายให้คำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการคัดค้านอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าพัฒนางานบริการด้านเครื่องหมายการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับงานบริการผ่านระบบดิจิทัล การเร่งรัดการจดทะเบียน การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการคุ้มครองสิทธิในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างแบรนด์ เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ และแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ อันจะช่วยยกระดับศักยภาพของแบรนด์ไทยและเสริมสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน.






