ครึ่งปีแรก 2569 ธุรกิจตั้งใหม่โต 2.13% จีนครองแชมป์ลงทุนไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยครึ่งปีแรกปี 2569 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.13% ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติแตะ 1.87 แสนล้านบาท โดยจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ครองอันดับนักลงทุนสูงสุด พร้อมเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” อัด 3 มาตรการหนุนคนไทยเริ่มต้นธุรกิจ ลดต้นทุน เพิ่มทำเล และเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยพิเศษ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมิถุนายน 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,979 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (7,115 ราย) เพิ่มขึ้น 864 ราย คิดเป็น 12.14% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนมิถุนายน 2568 (7,023 ราย) เพิ่มขึ้น 956 ราย คิดเป็น 13.61% ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 15,231 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (14,629 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 602 ล้านบาท คิดเป็น 4.12% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนมิถุนายน 2568 (18,113 ล้านบาท) ลดลง 2,882 ล้านบาท คิดเป็น 15.91%

การจัดตั้งใหม่ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีจำนวน 44,773 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (43,838 ราย) เพิ่มขึ้น 935 ราย คิดเป็น 2.13% ขณะที่ทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ครึ่งปีแรกปี 2569 สะสมอยู่ที่ 111,201 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (149,140 ล้านบาท) ลดลง 37,939 ล้านบาท คิดเป็น 25.44%

เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1) ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 1,296 ราย เพิ่มขึ้น 470 ราย คิดเป็น 56.90% (YoY) ทุนจดทะเบียน 2,123 ล้านบาท 2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 2,119 ราย เพิ่มขึ้น 287 ราย คิดเป็น 15.67% (YoY) ทุนจดทะเบียน 3,446 ล้านบาท และ 3) ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า จำนวน 499 ราย เพิ่มขึ้น 227 ราย คิดเป็น 83.46% (YoY) ทุนจดทะเบียน 696 ล้านบาท

การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวน 1,760 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (1,047 ราย) เพิ่มขึ้น 713 ราย คิดเป็น 68.10% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนมิถุนายน 2568 (1,468 ราย) เพิ่มขึ้น 292 ราย คิดเป็น 19.89%
ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 6,807 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (65,792 ล้านบาท) ลดลง 58,985 ล้านบาท คิดเป็น 89.65% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนมิถุนายน 2568 (10,403 ล้านบาท) ลดลง 3,596 ล้านบาท คิดเป็น 34.57%
การจดทะเบียนเลิกช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีจำนวน 7,024 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (6,244 ราย) เพิ่มขึ้น 780 ราย คิดเป็น 12.49%
ทุนจดทะเบียนเลิกครึ่งปีแรกปี 2569 สะสมอยู่ที่ 98,857 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (30,544 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 68,313 ล้านบาท คิดเป็น 224%

(ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,094,850 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.39 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,004,558 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.81 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 802,717 ราย คิดเป็น 79.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.81 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 200,327 ราย คิดเป็น 19.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.57 ล้านล้านบาท
สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 547,518 ราย ทุนจดทะเบียน 13.94 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 328,850 ราย ทุนจดทะเบียน 2.63 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 128,190 ราย ทุนจดทะเบียน 7.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.50% 32.74% และ 12.76% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ
การลงทุนของชาวต่างชาติในไทยประจำเดือนมิถุนายน 2569 และครึ่งปีแรกปี 2569

การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนมิถุนายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย 112 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 30 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 82 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 34,056 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามลำดับ
สำหรับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 640 ราย เพิ่มขึ้น 138 ราย คิดเป็น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (502 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 151 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 489 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 187,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76,108 ล้านบาท คิดเป็น 68% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (111,506 ล้านบาท)

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) จีน 110 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 35,479 ล้านบาท 2) สหรัฐอเมริกา 107 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติ ในไทย เงินลงทุน 6,043 ล้านบาท 3) ญี่ปุ่น 87 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 44,662 ล้านบาท 4) สิงคโปร์ 83 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 37,867 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 59 ราย คิดเป็น 9% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 13,088 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 194 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 50,475ล้านบาท
การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 199 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 41 ราย คิดเป็น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (158 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 83,779 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 69 ราย ลงทุน 28,983 ล้านบาท ญี่ปุ่น 28 ราย ลงทุน 22,386 ล้านบาท สิงคโปร์ 22 ราย ลงทุน 10,100 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 80 ราย ลงทุน 22,310 ล้านบาท
โครงการ “ไทยช่วยไทย..แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ร่วมเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส’ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานเปิดงานดังกล่าว โดยโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนมีอาชีพและรายได้ผ่านธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน พร้อมยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส จะขับเคลื่อนผ่านมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลใน 3 ด้าน คือ 1) รัฐช่วยจ่ายค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุดถึง 10,000 บาท สำหรับแพ็กเกจลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อช่วยให้ประชาชนเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้น 2) สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายสินค้า ร่วมกับซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดพื้นที่ขายสินค้า ในเครือโลตัส แม็คโคร กว่า 2,000 สาขา และพื้นที่การค้าในตลาดกว่า 100 แห่ง รวมทั่วประเทศกว่า 10,000 จุด พร้อมยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ 6 เดือนแรก และ 3) สนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยพิเศษ จากธนาคารกรุงไทย ธนาคาร SME D Bank ธนาคารออมสิน และการค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
โครงการฯ นี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับทั้งเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์และผู้สนใจลงทุน ช่วยขยายธุรกิจแฟรนไชส์ให้เติบโตขึ้น ลดต้นทุนการลงทุนให้เริ่มต้นได้เร็วขึ้น เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทำเลค้าขายที่มีศักยภาพ และมีแหล่งเงินทุนรองรับ รวมทั้งยังเป็นการยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่ระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ของธนาคารกรุงไทยที่จะเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์จากนโยบาย ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ช่วยสร้างฐานลูกค้า เพิ่มยอดขาย และสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดร้านอีกทั้งยังรวบรวมแฟรนไชส์มาตรฐานกว่า 100 แบรนด์ ให้ผู้สนใจสามารถเลือกลงทุนได้อย่างมั่นใจและมีโอกาสประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกซื้อแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th หรือผ่าน Line OA : @franchisedbdplus.






