‘ศุภจี’ ชูไทยประตูสู่อาเซียน ดัน FTA ไทย-EU จีบนักลงทุนฝรั่งเศส

รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นำทีมไทยแลนด์หารือสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF) ในวาระครบรอบ 170 ปีสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส เดินหน้าผลักดัน FTA ไทย-EU พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสใช้ไทยเป็นฐานลงทุน–เชื่อมตลาดอาเซียน หนุนอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เทคโนโลยี และเศรษฐกิจอนาคตท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกยุคใหม่

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ กล่าวถ้อยแถลงในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) ในรูปแบบ Breakfast Roundtable ณ ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l’Union interalliée กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน นางศุภจีเน้นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสใช้ประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมโยงสู่เอเชียและอาเซียน ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่

นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 340 ปีของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยและฝรั่งเศส สะท้อนมิตรภาพอันยาวนานและความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องในหลายมิติ
ในมุมมองด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อย่างไรก็ตาม ไทยมองว่ายังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย

นางศุภจี ระบุว่า จากมุมมองด้านพาณิชย์ ไทยยึดหลักสำคัญ 3 ประการในการสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มาตรฐานและคุณภาพระดับสูง และ การเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างและสมดุลกับทุกฝ่าย
“ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะนั่นคือพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว
ในด้านมาตรฐานสากล ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และมาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล รวมถึงการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีมาตรฐานสูง เปิดกว้าง และเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว

สำหรับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) นางศุภจี กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีกำหนดจัดขึ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
ไทยตั้งเป้าสรุปการเจรจาในประเด็นคงค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าได้อย่างน้อย ร้อยละ 40
นางศุภจี ยังเน้นย้ำถึงจุดแข็งของไทยในฐานะ “ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย” (Gateway to ASEAN and Asia) โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียและเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ และตะวันออก–ตะวันตกของภูมิภาค จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน หากบริษัทฝรั่งเศสมองหาประตูสู่ตลาดอาเซียน ไทยคือหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด

นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น และความสำคัญของความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจควบคู่กับประสิทธิภาพ ไทยจึงมุ่งยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลกและภูมิภาค ไม่เพียงในฐานะผู้ส่งออกสินค้า แต่รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิต ระบบนิเวศนวัตกรรม ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่มีความน่าเชื่อถือ

ควบคู่กันนี้ รัฐบาลไทยยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
“ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับฝรั่งเศส บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ความไว้วางใจ มาตรฐานระดับสูง และการเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างกับทุกฝ่าย” นางศุภจี กล่าว
ผู้สื่อข่าวระบุว่า ภายในงานยังมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย โดยมีบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสที่เข้าร่วมหารือ ได้แก่ Imerys S.A., Airbus, Essilor, IN Groupe และ Thales LAS France SAS.






