เปิดสถิติธุรกิจตั้งใหม่ 4 เดือนแรกปี 69 ทะลุ 2.9 หมื่นราย‘ขายออนไลน์’ โตแรง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย 4 เดือนแรกปี 2569 ธุรกิจตั้งใหม่กว่า 29,000 ราย “ขายออนไลน์-ร้านอาหาร-ธุรกิจบริการ” ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะนักลงทุนต่างชาติแห่ลงทุนไทยกว่า 1.29 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% โดยพื้นที่ EEC ยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนสำคัญ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนเมษายน 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 6,454 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM)  เดือนมีนาคม 2569 (7,588 ราย) ลดลง 1,134 ราย คิดเป็น 14.94% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)  เดือนเมษายน 2568 (6,325 ราย) เพิ่มขึ้น 129 ราย คิดเป็น 2%

ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 22,765 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมีนาคม 2569 (19,500 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 3,265 ล้านบาท คิดเป็น 16.74% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนเมษายน 2568 (32,142 ล้านบาท) ลดลง 9,377 ล้านบาท คิดเป็น 29.17%

ทั้งนี้ มีนิติบุคคล 1 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท คือ บริษัท ธีธี 1 โฮลดิ้งส์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 7,843 ล้านบาท ประกอบธุรกิจโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก เข้าเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัดใดๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศเพื่อประโยชน์ของบริษัท

การจัดตั้งใหม่ช่วง 4 เดือนของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) มีจำนวน 29,679 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (30,148 ราย) ลดลง 469 ราย คิดเป็น 1.56%

ขณะที่ทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ 4 เดือน สะสมอยู่ที่ 81,341 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (112,062 ล้านบาท) ลดลง 30,721 ล้านบาท คิดเป็น 27.41%

เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1) ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 801 ราย เพิ่มขึ้น 274 ราย คิดเป็น 51.99% มูลค่าทุนจดทะเบียน 1,121 ล้านบาท 2) ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น จำนวน 333 ราย เพิ่มขึ้น 194 ราย คิดเป็น 139.57% มูลค่าทุนจดทะเบียน 275 ล้านบาท และ 3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 1,408 ราย เพิ่มขึ้น 171 ราย คิดเป็น 13.82% (YoY) มูลค่าทุนจดทะเบียน 2,335 ล้านบาท

การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนเมษายน 2569 มีจำนวน 981 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมีนาคม 2569 (1,111 ราย) ลดลง 130 ราย คิดเป็น 11.70% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนเมษายน 2568 (814 ราย) เพิ่มขึ้น 167 ราย คิดเป็น 20.52%

ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 5,214 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมีนาคม 2569 (5,244 ล้านบาท) ลดลง 29.52 ล้านบาท คิดเป็น 0.56% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนเมษายน 2568 (4,131 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1,083 ล้านบาท คิดเป็น 26.21%

การจดทะเบียนเลิกช่วง 4 เดือนของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) มีจำนวน 4,217 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (3,921 ราย) เพิ่มขึ้น 296 ราย คิดเป็น 7.55%

ทุนจดทะเบียนเลิก 4 เดือน สะสมอยู่ที่ 26,258 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (15,990 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 10,268 ล้านบาท คิดเป็น 64.21%

 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,079,756 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.29 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 992,420 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.79 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 792,031 ราย คิดเป็น 79.81% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.70 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 198,879 ราย คิดเป็น 20.04% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,510 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.67 ล้านล้านบาท

สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 539,937 ราย ทุนจดทะเบียน 13.92 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 325,135 ราย ทุนจดทะเบียน 2.65 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 127,348 ราย ทุนจดทะเบียน 7.22 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.41% 32.76% และ 12.83% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

การลงทุนของชาวต่างชาติในไทยประจำเดือนเมษายน 2569 และ 4 เดือนแรกของปี 2569

การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนเมษายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 91 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 20 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 71 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และจีน ตามลำดับ

สำหรับช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 438 ราย เพิ่มขึ้น 75 ราย คิดเป็น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (363 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 98 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 340 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71,472 ล้านบาท คิดเป็น 124% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (57,860 ล้านบาท)

ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สหรัฐอเมริกา 77 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,951 ล้านบาท 2) จีน 65 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 25,092 ล้านบาท 3) ญี่ปุ่น 65 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 24,724 ล้านบาท 4) สิงคโปร์ 57 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 23,575 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 42 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย  เงินลงทุน 8,066 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 132 ราย คิดเป็น 29% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 41,924 ล้านบาท

การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 134 ราย คิดเป็น 31%  ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 26 ราย คิดเป็น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (108 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 49,957 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 43 ราย ลงทุน 21,095 ล้านบาท ญี่ปุ่น 22 ราย ลงทุน 7,042 ล้านบาท สิงคโปร์ 19 ราย ลงทุน 7,940 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 50 ราย ลงทุน 13,880 ล้านบาท.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password