พาณิชย์คุมค่าครองชีพ ดันสินค้าควบคุม 66 รายการ ลุย ‘ไทยช่วยไทย’

กระทรวงพาณิชย์ รับมือราคาน้ำมันพุ่ง อัดมาตรการลดค่าใช้จ่าย–เพิ่มบัตรสวัสดิการ จัดสินค้าลดสูงสุด 50% กระจายทั่วประเทศ ช่วยประชาชน–ผู้ประกอบการ

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเร่งออกมาตรการดูแลผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยรัฐบาลมีเป้าหมายช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และรักษาสมดุล

รมว.พาณิชย์ระบุว่า กระทรวงการคลังได้เสนอ 7 มาตรการต่อ ครม. โดยบางมาตรการสามารถดำเนินการได้ทันที ขณะที่บางส่วนต้องผ่านขั้นตอนเพิ่มเติม โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีเกี่ยวข้องกับ 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การดูแลกลุ่มเปราะบาง การควบคุมราคาสินค้า และการช่วยเหลือภาคเกษตรและผู้ประกอบการ

หนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาล คือการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 400 บาท เพื่อใช้ซื้อสินค้าจำเป็นควบคู่กับโครงการลดค่าครองชีพ รวมถึงการพิจารณาช่วยเหลือค่าขนส่งทั้งระบบขนส่งสาธารณะ วินมอเตอร์ไซค์ และไรเดอร์

กระทรวงพาณิชย์เตรียมดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย“ ลดภาระค่าครองชีพร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ นำสินค้าจำเป็นมาจำหน่ายในราคาพิเศษ เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำปลา และเครื่องปรุงรส พร้อมเชื่อมโยงการใช้จ่ายกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ในโครงการ ”ไทยช่วยไทย“ จะประกอบด้วยสินค้ากลุ่มอุปโภคลดราคาสูงสุด 50% และสินค้าบริโภคลดสูงสุด 25% ผ่านสินค้า House Brand ของห้างค้าปลีก โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 เป็นระยะเวลา 2 เดือน และกระจายสินค้าไปยังร้านค้าทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงร้านโชห่วย เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการขยายจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้โครงการ “ธงฟ้า” ควบคู่กันในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม โดยเน้นเฉพาะพื้นที่จำเป็น เพื่อไม่ให้กระทบผู้ค้ารายย่อยในท้องถิ่น

ด้านการควบคุมราคาสินค้า ตามที่ประชุมคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 มีแผนปรับเพิ่มสินค้าควบคุมจาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ โดยรอบแรกมีการเสนอสินค้าควบคุมใหม่ 3 รายการได้แก่ เม็ดพลาสติก  น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส (น้ำปลา ซีอิ้ว) ให้ที่ประชุมครม.พิจารณา เพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแล  และสำหรับสินค้าที่เตรียมเสนอ อีก 3 รายการ ได้แก่ มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพง และกากถั่วเหลือง ในส่วนของมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมเดิม มีการยกระดับมาตรการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยแบ่งระดับการกำกับดูแลเป็น กลุ่มต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา จากเดิม 8 รายการ เพิ่มเป็น 15 รายการ เช่น กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ และน้ำมันปาล์ม กลุ่มต้องแจ้งก่อนปรับราคา 15 สินค้า 2 บริการ และกลุ่มติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดรวมถึงซอสปรุงรส อาทิ น้ำปลา ซีอิ้ว ที่มีมาตรการดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีเนื้อสัตว์ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ที่เป็นสินค้าควบคุมและมีมาตรการแล้ว ซึ่งกระทรวงจะมีการติดตามราคาอย่างใกล้ชิดหากเกิดราคาผันผวน พร้อมที่จะใช้มาตรการในระดับเข้มขึ้นซึ่งเป็นอำนาจตามกฏหมายมาตรา 27

และกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ลงตรวจสอบราคาสินค้าและบริการอย่างเข้มงวด ล่าสุด (ณ 26 มี.ค.69)ได้ตรวจสถานีบริการน้ำมันแล้ว 1,935 แห่ง ร้านค้าและตลาด 645 แห่ง และร้านปุ๋ย 662 แห่งทั่วประเทศ โดยเน้นตรวจปริมาณสินค้า การแสดงราคา และการจำหน่ายให้ตรงตามราคาที่กำหนด พร้อมเปิดสายด่วน 1569 รับแจ้งเบาะแส หากพบการฉวยโอกาสขึ้นราคา

ในภาคเกษตร กระทรวงพาณิชย์เร่งบริหารสต๊อกปุ๋ย พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนเกษตรกรกว่า 10 ล้านกระสอบ

สำหรับผู้ประกอบการ SME มีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการเชื่อมโยงผู้ผลิตรายใหญ่กับผู้ค้ารายย่อย เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดต้นทุนธุรกิจ

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาเรือสินค้าติดค้างในเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ โดยมีการประสานผู้นำเข้าในประเทศปลายทางหรือประเทศใกล้เคียงรับซื้อสินค้า เพื่อลดความเสียหายของผู้ส่งออกไทย

นางศุภจี ระบุว่า น้ำมันเชื่อเพลิงมีสัดส่วนน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 7% การสูงขึ้นจะกระทบต้นทุนด้านพลังงาน อาหาร และการขนส่ง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมฉากทัศน์รองรับในระดับราคาน้ำมัน 80-120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และระดับราคาที่สูงกว่า กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินมาตรการอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะใช้ทุกกลไกที่มีในการดูแลราคาสินค้าและบริการอย่างสมดุล ควบคู่กับการขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ร่วมกัน.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password