โฆษณาไทยสู่ยุค Commerce Media ดันรายได้พุ่ง 1.32 แสนล้าน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยธุรกิจโฆษณาไทย เปลี่ยนผ่านสู่ยุค Commerce Media เน้นปิดการขายวัดผลได้จริง ปี 2567 โตแรง จัดตั้งใหม่สูงสุด 1,228 ราย ดันรายได้รวมแตะ 1.32 แสนล้านบาท แม้กำไรลดจากต้นทุนแข่งขัน-เทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้น

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยบทวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจโฆษณาในประเทศไทย พบว่า ธุรกิจโฆษณากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากรูปแบบเดิมที่มุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์ (Awareness) ผ่านสื่อมวลชน ไปสู่ยุค Commerce Media ที่เน้นการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและปิดการขาย (Conversion) บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งสามารถวัดผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ได้อย่างชัดเจนและแม่นยำมากขึ้น

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวว่า “แม้ธุรกิจโฆษณาจะเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง หรืออยู่ในลักษณะ Red Ocean แต่ยังคงสามารถดึงดูดผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ธุรกิจโฆษณามีการจัดตั้งใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (New High) จำนวน 1,228 ราย สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความต้องการใช้บริการด้านการตลาดในยุคดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ เช่น Agentic AI ที่เข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจซื้อสื่อ และบริหารแคมเปญโฆษณาแทนมนุษย์ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดตั้งธุรกิจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564 – 2568) พบว่า หลังจากการฟื้นตัวแบบ V-Shape จนทำสถิติสูงสุดในปี 2567 ตัวเลขในปี 2568 เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวเล็กน้อย โดยมีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ 1,177 ราย ลดลง 51 ราย คิดเป็น 4.15% เมื่อเทียบกับปี 2567 ด้านมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 1,471 ล้านบาท ลดลง 363 ล้านบาท คิดเป็น 19.78% เมื่อเทียบกับปี 2567 (1,833 ล้านบาท) สะท้อนให้เห็นว่ามีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดด้วยขนาดกิจการที่เล็กลง (Smaller Scale Entry) หรือมีความระมัดระวัง ในการใช้เงินทุนมากขึ้น”

“สำหรับผลประกอบการปี 2567 ธุรกิจบริษัทโฆษณามีรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 132,608 ล้านบาท เติบโต 9.27% เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 3,436 ล้านบาท ลดลงถึง 54.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 สาเหตุสำคัญมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ (L) ที่พลิกจากการทำกำไรเป็นขาดทุนสุทธิกว่า 1,133 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจขนาดกลาง (M) กลับเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีเสถียรภาพมากที่สุด”
ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจบริษัทโฆษณาคงอยู่รวมทั้งสิ้น 12,366 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 84,568.75 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) จำนวน 11,937 ราย คิดเป็น 96.53% ของธุรกิจทั้งหมด มูลค่าทุนจดทะเบียน 40,452.41 ล้านบาท รองลงมาเป็นธุรกิจขนาดกลาง (M) จำนวน 364 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 6,480.16 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ (L) 65 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 37,636.18 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขนาดใหญ่แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่ถือครองมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงถึง 37,636 ล้านบาท คิดเป็น 44.50% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด เมื่อพิจารณาประเภทนิติบุคคลพบว่า ธุรกิจโฆษณาส่วนใหญ่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด จำนวน 11,096 ราย รองลงมาเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 1,255 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 15 ราย ตามลำดับ
สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติในธุรกิจโฆษณาไทยมีมูลค่าการลงทุนสะสมรวม 7,536 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มูลค่าการลงทุน 1,151 ล้านบาท ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่มีมูลค่าการลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ จีน มูลค่าการลงทุน 624 ล้านบาท และสิงคโปร์ มูลค่าการลงทุน 361 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งการขยับขึ้นมาของทุนจีนสะท้อนถึงอิทธิพลของแพลตฟอร์ม e-Commerce และเทคโนโลยีจากประเทศจีนที่เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยมากขึ้น
“กรมฯ มองว่าแนวโน้มธุรกิจโฆษณาในระยะต่อไปจะต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันด้านเทคโนโลยีการตลาด และการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคและบริหารจัดการสื่อโฆษณาจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย.






