กรมทรัพย์สินฯ ปักหมุดเชียงใหม่ ดัน GI หัตถศิลป์สู่ตลาดโลก

กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม “ร่มบ่อสร้าง–ศิลาดลเชียงใหม่” เร่งยกระดับมาตรฐาน เพิ่มมูลค่า เจาะตลาดพรีเมียมสากล พร้อมเฟ้นหา “น้ำผึ้งโพรงเทพเสด็จ–น้ำผึ้งดอกลำไย” เข้าระบบ GI ต่อเนื่อง เสริมเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา(DIP) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ศักยภาพด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของประเทศ ปัจจุบันมีสินค้าท้องถิ่นที่ขึ้นทะเบียน GI แล้ว 7 รายการ แบ่งเป็น สินค้าในกลุ่มงานหัตถศิลป์ 3 รายการ ได้แก่ ร่มบ่อสร้าง ศิลาดลเชียงใหม่ และผ้าตีนจกแม่แจ่ม และกลุ่มพืชพันธุ์อาหาร 4 รายการ ได้แก่ ข้าวก่ำล้านนา (ขึ้นทะเบียนร่วมกับอีก 7 จังหวัดในภาคเหนือ) กาแฟเทพเสด็จ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง และลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง โดยสินค้า GI ทั้ง 7 รายการล้วนมีชื่อเสียงและคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัด รวมกว่า 2,970 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นโมเดลต้นแบบของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สามารถปรับตัวให้สอดรับกับบริบทการค้าโลกยุคใหม่ โดยใช้ GI เป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีอัตลักษณ์พื้นถิ่น โดยผสานนวัตกรรมจากฐานภูมิปัญญาและการผลิตเพื่อความยั่งยืนไว้อย่างลงตัว ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะได้ไปตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า GI “ร่มบ่อสร้าง” ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มร่มหลวงลุงวงค์ ตําบลต้นเปา อําเภอสันกําแพง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตร่มทำมือที่ยังคงกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การขึ้นโครงโดยใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างไม้ไผ่บงหรือไผ่ตงที่มีความเหนียวและทนทาน การร้อยด้ายประกอบโครงให้เป็นร่มทรงกลมขนาดรัศมีตั้งแต่ 3 – 100 นิ้ว ส่วนหัวและตุ้มร่มกลึงจากไม้เนื้ออ่อนในท้องถิ่น และหุ้มด้วยผ้าฝ้าย ผ้าแพร ผ้าดิบ หรือกระดาษสา การใช้แป้งเปียกผสมน้ำยางของผลตะโกมาทาที่ร่ม เพื่อเพิ่มความตึงและคุณสมบัติกันน้ำ ตลอดจนการผสมสีเข้ากับน้ำมันมะมื่อเพื่อเพิ่มความคงทน ส่งผลให้ร่มบ่อสร้างมีคุณภาพกันทั้งแดดและกันฝน

ทั้งนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้หารือกับผู้ผลิตและผู้ประกอบการร่มบ่อสร้าง เพื่อวางแนวทางต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่างๆ อาทิ การรักษามาตรฐานการผลิต การจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าให้เข้มแข็ง การสร้างความเข้าใจและส่งเสริมการขอใช้ตรา GI อย่างถูกต้อง การขยายตลาด B2B สู่โรงแรมและแบรนด์แฟชั่นระดับโลก รวมถึงการส่งออกไปยังจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการ GI ร่มบ่อสร้างเพียง 3 กลุ่ม แต่เป็นกลุ่มที่มีคุณภาพและมีแนวคิดในการพัฒนารูปแบบสินค้าให้หลากหลาย จากแค่เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน สู่ผลิตภัณฑ์ของตกแต่งและของที่ระลึกมูลค่าสูง อีกทั้งยังพัฒนาลวดลายและสีสันให้ที่มีความร่วมสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ร่มบ่อสร้างได้รับความนิยมอย่างยิ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ในการเลือกซื้อเป็นของฝากและของสะสมที่สะท้อนเอกลักษณ์ล้านนาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้รับเลือกให้เป็นของที่ระลึกหรือเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมสำคัญทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดสากลและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่มบ่อสร้างมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 20,000 ชิ้นต่อปี สร้างรายได้รวมกว่า 5 ล้านบาทต่อปี

จากนั้น อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะ ยังได้ไปตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า GI “ศิลาดลเชียงใหม่” ณ เชียงใหม่ศิลาดล By ทัศนีย์ @ Doi Sa Ket ตําบลป่าป้อง อําเภอดอยสะเก็ด ซึ่งเป็นแหล่งผลิตศิลาดลที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นงานหัตถกรรมชั้นสูงที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างจากเครื่องปั้นดินเผาทั่วไป ทั้งในด้านสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นโทนสีเขียวหลากหลายเฉด ตั้งแต่เขียวเหลือง เขียวอมเทา เขียวใบตอง เขียวมรกต เขียวใบไม้ ไปจนถึงเขียวน้ำตาล และอาจมีสีน้ำเงินหรือสีน้ำตาล ซึ่งเป็นผลจากการใช้น้ำเคลือบจากเถ้าไม้ธรรมชาติและดินหน้านา ก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการเผาแบบสันดาปไม่สมบูรณ์ที่อุณหภูมิ 1,250 – 1,300 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 – 7 ชั่วโมง จึงได้ออกมาเป็นเครื่องปั้นดินเผาสีสวยที่มีการแตกลายงาบนผิวที่เคลือบ อันเป็นผลจากการหดตัวที่แตกต่างกันระหว่างเนื้อดินและน้ำเคลือบ อีกทั้งเมื่อเคาะจะเกิดเสียงกังวานซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของศิลาดลเชียงใหม่

นางอรมน กล่าวว่า การตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตศิลาดลเชียงใหม่ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการติดตามและกำกับดูแลมาตรฐานการผลิตสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมฯ แล้ว ยังเป็น
การเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประกอบการศิลาดลในพื้นที่ที่มีเพียง 5 กลุ่ม ที่ยังคงอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิมท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันศิลาดลเชียงใหม่มีการพัฒนาต่อยอดสินค้าจากภาชนะเครื่องใช้ในครัวเรือน สู่ผลิตภัณฑ์ของตกแต่งบ้าน งานพุทธศิลป์ และงานออกแบบร่วมสมัยที่มีมูลค่าสูง มีปริมาณการผลิตประมาณ 75,000 ชิ้นต่อปี สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 12.75 ล้านบาทต่อปี โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สาธารณรัฐประชาชนจีน และสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียและยุโรป ซึ่งล้วนให้ความสำคัญกับงานหัตถกรรมคุณภาพสูง และยังใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากศิลาดลเชียงใหม่ใช้วัสดุเคลือบจากธรรมชาติ 100% สะท้อนถึงเอกลักษณ์และมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยกรมฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความคุ้มครอง GI ในต่างประเทศ เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้ผลิตไทย และเพิ่มโอกาสขยายตลาดพรีเมียมในระดับสากล รวมทั้งยกระดับการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้า เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคยิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผึ้งโพรงเทพเสด็จ ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด เพื่อสำรวจข้อมูลและเฟ้นหาสินค้า GI รายการใหม่ๆ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินศักยภาพผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในเบื้องต้น พบสินค้าที่มีศักยภาพ ได้แก่ “น้ำผึ้งโพรงเทพเสด็จ” และ “น้ำผึ้งดอกลำไยเชียงใหม่” ทั้งสองผลิตภัณฑ์มีชื่อเสียงและมีคุณภาพเชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ คาดว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ได้ โดยตำบลเทพเสด็จเป็นแหล่งผลิต GI “กาแฟเทพเสด็จ” มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงและมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งพรรณไม้ป่า กาแฟ และพืชดอกนานาชนิด พื้นที่จึงเอื้อต่อการทำเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปกับการเลี้ยงผึ้ง ซึ่ง “น้ำผึ้งโพรงเทพเสด็จ” ถือเป็นน้ำผึ้งจากป่าธรรมชาติ มีการเลี้ยงผึ้งควบคู่กับการปลูกกาแฟและพืชเกษตรอื่นๆ ซึ่งผึ้งจะช่วยผสมเกสรดอกกาแฟ เพิ่มอัตราการติดผลเมล็ดกาแฟด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ

ขณะเดียวกันน้ำผึ้งที่ได้ก็มีคุณภาพ โดยมีสีเข้มตามธรรมชาติ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกาแฟ และมีรสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่ “น้ำผึ้งดอกลำไยเชียงใหม่” เป็นน้ำผึ้งที่ได้จากผึ้งเลี้ยงในช่วงฤดูกาลที่ดอกลำไยบาน ส่งผลให้น้ำผึ้งมีเอกลักษณ์โดดเด่นจากกลิ่นหอมหวานของน้ำหวานดอกลำไย มีรสชาติหวานนุ่มเป็นพิเศษ มีสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลค่อนข้างเข้ม และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเป็นแหล่งพลังงานธรรมชาติ ทั้งโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ นิยมบริโภคเพื่อสุขภาพและใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งสะท้อนศักยภาพทางการตลาดของผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ หากขึ้นทะเบียนสินค้าดังกล่าวสำเร็จ จะถือเป็น GI ในกลุ่มสินค้าน้ำผึ้งรายการแรกของไทย โดยผลการสำรวจเมื่อปี 2567 พบว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตน้ำผึ้งที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก คือ น้ำผึ้งดอกลำไย และน้ำผึ้งป่า ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในการใช้น้ำผึ้งนี้เป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในอุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ ซึ่งกรมฯ ได้ชี้ให้ผู้ประกอบการเห็นถึงประโยชน์ของการนำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าสู่ระบบ GI เพราะจะมีการวางมาตรฐานควบคุมกระบวนการผลิต พร้อมกำหนดขอบเขตพื้นที่การผลิตสินค้าอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยคุ้มครองชื่อเสียงและป้องกันปัญหาการนำน้ำผึ้งจากนอกเขตพื้นที่มาสวมสิทธิ์ใช้ชื่อตามสิทธิของชุมชน นอกจากนี้ GI ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยสู่ระดับสากล และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว.






