DBD ชี้ โลจิสติกส์ไทย ยังโต รับอีคอมเมิร์ซโลก 14 ล้านล้านดอลลาร์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุธุรกิจโลจิสติกส์ไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง แม้กำไรเผชิญแรงกดดันต้นทุน–แข่งขันสูง เร่งผู้ประกอบการยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มบริการมูลค่าเพิ่ม พร้อมเดินหน้าสกัดนอมินี สร้างระบบธุรกิจโปร่งใสและยั่งยืน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยเป็นกลุ่มธุรกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายและมีโอกาสทางธุรกิจไปพร้อมกัน ปัจจุบันธุรกิจโลจิสติกส์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงภาคการผลิต การค้า และประกอบกับได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วโลก ซึ่งกระตุ้นความต้องการใช้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2571 ตลาดโลจิสติกส์โลกจะขยายตัวเกิน 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานการบริการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยมีการกระจายตัวในหลายสาขา ได้แก่ การขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ธุรกิจคลังสินค้า ธุรกิจตัวแทนออกของ และธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งพัสดุและคลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Warehouse) ที่เติบโตโดดเด่น สอดรับกับการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ด้านการขนส่งสินค้ารวมทั้งสิ้น 29,209 ราย แบ่งเป็น การขนส่งทางถนน จำนวน 9,893 ราย คิดเป็น 33.9% การขนส่งทางเรือ จำนวน 487 ราย คิดเป็น 1.7% การขนส่งสินค้าทางอากาศ จำนวน 153 ราย คิดเป็น 0.5% การขนส่งทางรถไฟ จำนวน 31 ราย คิดเป็น 0.1% และการขนส่งสินค้าอื่นๆ จำนวน 18,645 ราย คิดเป็น 63.8% (เช่น การรับส่งเอกสาร/สิ่งของ ไปรษณีย์) ซึ่งมูลค่าการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่เป็นสัญชาติญี่ปุ่น 5,468.54 ล้านบาท คิดเป็น 27.8% จีน 2,446.67 ล้านบาท คิดเป็น 12.4% และสิงคโปร์ 2,106.13 ล้านบาท คิดเป็น 10.7%”

 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564 – 2568) มีการจัดตั้งใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 2,924 รายต่อปี โดยพบว่าช่วงปี 2564 (3,737 ราย) และ 2565 (3,003 ราย) เป็นช่วงที่มีการจัดตั้งใหม่สูงแม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิดก็ตาม ในปี 2568 มีการจัดตั้งใหม่ 2,690 ราย เพิ่มขึ้น 173 ราย คิดเป็น 7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (2,517 ราย) และมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 4,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.75 ล้านบาท คิดเป็น 0.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (4,111 ล้านบาท) แสดงให้เห็นว่า สถิติการจดทะเบียนในช่วงที่ผ่านมามีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนกิจการใหม่และทุนจดทะเบียนกลับมาเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการรายใหม่ยังเข้าตลาด แต่เป็นธุรกิจที่ขนาดเล็ก ทุนจดทะเบียนไม่สูงมาก

 “ด้านผลประกอบการ รายได้และกำไรของธุรกิจโลจิสติกส์ในช่วง 3 ปี (2565–2567) พบว่า รายได้อยู่ในระดับสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 862,266 ล้านบาทต่อปี โดยรวมยังทรงตัว แม้จะปรับลดลงในปี 2566 ก่อนฟื้นกลับในปี 2567 ขณะที่กำไรมีความผันผวนและไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเช่นเดียวกับรายได้ สะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนและโครงสร้างการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น ในภาพรวมแนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจโลจิสติกส์กำลังเผชิญสภาวะกำไรของธุรกิจที่ลดลงจากการแข่งขันด้านราคา ต้นทุนผันผวน และอำนาจต่อรองของลูกค้าที่สูงขึ้น การเติบโตในระยะถัดไปจึงไม่สามารถพึ่งพาการเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องยกระดับประสิทธิภาพ ปรับใช้เทคโนโลยี และขยับไปสู่บริการมูลค่าเพิ่ม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน”

 “ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก ทั้งในมิติของปริมาณธุรกิจ คุณภาพการให้บริการและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ซึ่งกรมฯ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำกับดูแลภาคธุรกิจให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย โดยโลจิสติกส์เป็นกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในแผนการตรวจสอบป้องกันและปราบปรามของกรมฯ เพื่อปิดโอกาส ธุรกิจนอมินีที่จะเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผู้ประกอบการไทยและบิดเบือนกลไกตลาด ประกอบกับได้ยกระดับมาตรการเชิงรุก ทั้งการตรวจสอบเชิงลึก การบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงาน  ที่เกี่ยวข้อง และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน รวมถึงมีการจัดหลักสูตรอบรมเสริมศักยภาพการจัดการธุรกิจโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ พร้อมร่วมมือกับสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย (TTLA) และสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) วางแนวทางและยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ไทยให้ตอบรับกระแสโลกด้านความยั่งยืน กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมโลก สร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมีมาตรฐาน เป็นธรรม และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password