ราคาน้ำมันดิบคาดปรับเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

บทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ โดย บมจ.ไทยออยล์: ฉบับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 58-68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 64-74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (30 ม.ค. – 5 ก.พ. 69)
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ ขู่จะโจมตีอิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมบรรลุข้อตกลงระงับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 3.50-3.75% เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโต และยังไม่มีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีแนวโน้มส่งออกน้ำมันดิบมากขึ้น หลังจากโรงกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปในยุโรปต้องจัดหาแหล่งน้ำมันดิบเพื่อทดแทนแหล่งผลิตน้ำมันดิบคาซัคสถานจากเหตุเพลิงไหม้ ขณะที่สหรัฐฯ เตรียมออกใบอนุญาตเพื่อให้บริษัทพลังงานขยายกำลังการผลิตหรือส่งออกน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาได้มากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯ ส่งกองเรือรบไปยังตะวันออกกลาง พร้อมขู่จะโจมตีอิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมบรรลุข้อตกลงระงับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่าสหรัฐฯ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln พร้อมด้วยกองเรือพิฆาตไปยังมหาสมุทรอินเดีย เพื่อกดดันอิหร่านให้เข้าสู่การเจรจา ซึ่งหากอิหร่านยังขัดขืน สหรัฐฯ จะยกระดับปฏิบัติการทางทหาร เพื่อโจมตีอิหร่าน ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน นาย Abbas Araghchi กล่าวว่าอิหร่านพร้อมตอบโต้ หากสหรัฐฯ ลงมือโจมตีก่อน
• ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโต และยังไม่มีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ย ในขณะที่อุปทานน้ำมันดิบสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 23 ม.ค. 69 เพิ่มขึ้น 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 4.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ เนื่องจากโรงกลั่นในยุโรปต้องจัดหาน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพื่อทดแทน หลังแหล่งผลิตน้ำมันดิบ Tengiz ขนาดกำลังการผลิต 0.95 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่หยุดดำเนินการจากเหตุเพลิงไหม้ตั้งแต่ 20 ม.ค. 69 ทำให้คาซัคสถานไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบ CPC Blend ได้
• นอกจากนี้สหรัฐฯ เตรียมออกใบอนุญาตเพื่อให้บริษัทพลังงาน เข้าไปขยายกำลังการผลิตหรือส่งออกน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาได้มากขึ้น โดยผ่อนปรนจากเดิมที่จะออกใบอนุญาตให้เฉพาะบางบริษัทเท่านั้น ทั้งนี้บริษัท Chevron, Vitol และ Trafigura ได้รับอนุญาตให้ส่งออกน้ำมันดิบเวเนซุเอลาแล้ว ขณะที่ บริษัท Repsol, ENIและ Reliance Industries (RIL) อยู่ระหว่างขอใบอนุญาต
• อินเดียและสหภาพยุโรป ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 69 โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะลดภาษีสินค้านำเข้าเพื่อกระตุ้นการค้าและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ทั้งนี้สหภาพยุโรป จะลดภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียประเภทอาหารทะเล หนัง สิ่งทอ สารเคมี ยาง โลหะ อัญมณี และเครื่องประดับ มาอยู่ที่ระดับ 0% เป็นเวลา 7 ปี ส่วนอินเดียจะลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรปจากระดับสูงสุด 110% มาอยู่ที่ 10% ภายใน 5 ปี และลดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากเดิม 150% มาอยู่ที่ 75%
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม เดือน ม.ค. 69 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ เดือน ม.ค. 69 ดัชนีการจ้างงานภาคอุตสาหกรรม
เดือน ม.ค. 69 ตัวเลขการจ้างงาน เดือน ธ.ค. 68 ยอดขายรถยนต์ เดือน ม.ค. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม เดือน ม.ค. 69 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ เดือน ม.ค. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม เดือน ม.ค. 69 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ เดือน ม.ค. 69 ดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน ม.ค. 69 ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ธ.ค. 68 ยอดขายปลีก เดือน ธ.ค. 68
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 – 29 ม.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 2.60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 62.54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 3.17 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 67.63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากพายุฤดูหนาว Fern ในสหรัฐฯ กระทบการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบ ทั้งนี้ Vortexa รายงานว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในวันที่ 25 ม.ค. 69 ลดลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 13.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบเนื่องจากพายุฤดูหนาวรุนแรง ส่งผลให้ต้องปิดท่าเรือแถบ Gulf Coast ของสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ
อย่างไรก็ดี ท่าเรือกลับมาดำเนินการและส่งออกน้ำมันดิบได้อีกครั้งในวันที่ 26 ม.ค. 69 ที่ระดับ 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่บริษัท Tengizchevroil ของคาซัคสถานประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ทำให้ไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบ CPC Blend หลังหยุดดำเนินการแหล่งผลิตน้ำมันดิบ Tengiz ที่มีกำลังการผลิตน้ำมันขนาด 0.95 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเหตุเพลิงไหม้ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเริ่มกลับมาดำเนินการได้เพียงบางส่วนภายในวันที่ 7 ก.พ. 69 ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 23 ม.ค. 69 ปรับลดลง 2.3 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 423.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล






