‘ก.อุตฯ – กทม.’ ควบคุมฝุ่น PM2.5 ยกระดับมาตรการสร้างอากาศสะอาดคู่ ศก.เติบโตอย่างยั่งยืน

กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเป็นระบบ เน้นการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม ยานพาหนะ และการควบคุมการเผาพืชไร่ (อ้อย) พร้อมดำเนินมาตรการ เชิงรุก คืนพื้นที่อากาศดี ให้พ่อค้า-แม่ค้าสร้างรายได้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางจับจ่ายใช้สอยได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อก. มุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศ “อากาศดี รายได้ ดี ชีวิตดี” ให้กับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วง high season ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง กระทรวงอุตสาหกรรมจึงร่วมกับกรุงเทพมหานคร ดำเนินมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การควบคุมการเผาอ้อย ซึ่งมีปริมาณอ้อยเผาเข้าหีบลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง การตรวจกำกับโรงงานด้านฝุ่นละอองเชิงรุก รวมถึงให้คำแนะนำในการบำรุงรักษาเครื่องจักรและระบบบำบัดมลพิษอากาศให้มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ช่วง high season ของปี 2568-2569 มีคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ในปีนี้ อก. และ กทม. ตอกย้ำความร่วมมือการเป็นพันธมิตรภาคีเครือข่ายที่เหนียวแน่น ร่วมกันยกระดับมาตรการจัดการมลพิษอากาศไปอีกขั้น โดยในส่วนของโดยในส่วนของ อก. ได้กำหนด 3 มาตรการเชิงรุกที่สำคัญ ดังนี้
1.อัพเกรดการกำกับโรงงาน โดยการรื้อฐานความคิดเดิมที่บังคับใช้มาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษเท่ากันทุกพื้นที่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทและการขยายตัวของชุมชนเมืองในปัจจุบัน อก. จึงยกระดับมาตรฐานค่า Emission มลพิษอากาศของโรงงานในกรุงเทพฯ ที่เข้มกว่ามาตรฐานทั่วไป โดยโรงงานในกรุงเทพฯ ต้องควบคุมการระบายมลพิษอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำและหม้อต้ม ให้ฝุ่นไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิง ก๊าซ และไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลว (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 62%) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 91%) และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 20%)

นอกจากนี้ อก. ยังได้อัพเกรดเทคโนโลยีการกำกับการปลดปล่อยมลพิษอากาศโรงงานในกรุงเทพฯ แบบเรียลไทม์ด้วยระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) ที่ครอบคลุมโรงงานมากกว่ามาตรฐานทั่วไป จากเดิมที่ต้องติดตั้งเพียง 8 โรงงาน ให้ครอบคลุมโรงงานขนาดใหญ่มากกว่า 156 โรงงาน ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงและติดตามการระบายมลพิษอากาศของโรงงานดังกล่าวได้ทุก โรงงานแบบตลอดเวลาผ่านฟรีแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ POMS (Pollution Online Monitoring System) โดย อก. ได้ดำเนินมาตรการดังกล่าวผ่านการออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ อก. มียังมาตรการ Factory Relocation ส่งเสริมการย้ายโรงงานจากชุมชนเมืองเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตด้วยระบบสาธารณูปโภคครบวงจร ผ่านกลไกการอำนวยความสะดวกแบบ Fast Pass มีการจัดสรรพื้นที่นิคมฯ เป้าหมายไว้รองรับ มีส่วนลดค่าธรรมเนียม/ค่าเช่าพื้นที่ในนิคมฯ มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในนิคมฯ และการได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมต่าง ๆ ของ อก. เป็นต้น
2.การยกระดับมาตรฐานยานยนต์ โดยได้บังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 6 แล้วกับรถยนต์ขนาดเล็กเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 และรถยนต์ขนาดใหญ่เครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ อก. ยังสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการ EV3.5 และการลดภาษีสรรพสามิตของรัฐบาลโดยเน้นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
3.ควบคุมการเผาอ้อย เพื่อนำไปสู่ “อ้อยไทย ไร้เผา” สำหรับฤดูผลิต 2568/2569 ได้ให้เงินช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งการอุดหนุนการตัดอ้อยสดและการรับซื้อใบอ้อย วางเป้าหมายอ้อยเผาทั้งประเทศไม่เกิน 10% และให้โรงงานหยุดรับอ้อยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 เพื่อลดปริมาณรถบรรทุกและลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล รวมถึงเป็นการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวไร้ฝุ่นควัน

นอกจากนี้ เพื่อให้การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่อื่นๆ ในปีต่อไปเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยกระดับความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการแก้ไขปัญหา โดยให้ความสำคัญกับการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ควบคู่กับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเครือข่ายการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และต่อยอดการบริหารจัดการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเป็นกลไกหลักในการร่วมสร้างระบบนิเวศ ‘อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี’ เพื่อให้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยว เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานของอากาศสะอาดในช่วง High Season ของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน” นายณัฐพลฯ กล่าว
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. เดินหน้ามาตรการเชิงรุกในการจัดการปัญหา PM2.5 จากการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “นักสืบฝุ่น” ไปสู่การจัดการเชิงระบบที่ครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่เมืองในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1.ด้านยานพาหนะและการจราจร ได้ทำการยกระดับเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone : LEZ) ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมดำเนินโครงการ Green List Plus เพื่อส่งเสริมการบำรุงรักษารถยนต์และเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจควันดำ หากพบไม่ผ่านมาตรฐานจะสั่งห้ามใช้รถทันที
2.ด้านการกำกับแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยการตรวจกำกับโรงงานเชิงรุกและตรวจสอบรถที่ใช้งานในพื้นที่ ก่อสร้าง แพลนท์ปูน และสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลการตรวจวัดมลพิษแบบ Real-time จากปล่องโรงงานมาสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
3.ด้านการจัดการพื้นที่ต้นลม โดยประสานความร่วมมือกับจังหวัดข้างเคียงเพื่อลดการเผาชีวมวลในจุดเสี่ยง และสนับสนุนทางเลือกแทนการเผาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร
และ 4.การคุ้มครองสุขภาพประชาชน ด้วยการพัฒนาระบบแจ้งเตือนและพยากรณ์คุณภาพอากาศล่วงหน้าจัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น” ในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียน รวมถึงใช้มาตรการ Work from Home (WFH) ในช่วงสถานการณ์วิกฤตเพื่อลดฝุ่นจากการเดินทาง
“ผมขอขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรมที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการร่วมมือกันกำกับดูแลแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการทำงานอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพระหว่าง กทม. และกระทรวง
อุตสาหกรรม โดยคาดหวังให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอากาศสะอาดสำหรับหายใจ และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายชัชชาติ กล่าว.






