• พฤหัสบดี 15 ตุลาคม 2569 เวลา 16:06 น.

ไอแบงก์ชูการเงินอิสลาม เชื่อมทุนโลก – หนุนไทยสู่อาเซียน

BREAKING NEWS BUSINESS

ไอแบงก์เปิดเวทีนานาชาติ ชู “การเงินอิสลาม” เสริมความเข้มแข็งยามวิกฤต ระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน “ประธานกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม” ย้ำธรรมาภิบาลและความโปร่งใสเป็นรากฐานสร้างความเชื่อมั่นและขยายโอกาสลงทุน พร้อมเชื่อมพันธมิตรไทย อาเซียน และตะวันออกกลาง หนุน SMEs โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจดิจิทัล

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ร่วมกับ International Islamic Economics and Finance Conference for Sustainable Development (IFESDC) จัดงานเสวนาระดับนานาชาติ “Islamic Finance: From Crisis Resilience to Transition Finance” หรือ “การเงินอิสลาม: จากความเข้มแข็งในยามวิกฤต สู่การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน” เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ ในฐานะ กิจกรรมคู่ขนานของการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

งานดังกล่าวมี ผู้แทนระดับสูง คณะทูต ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักวิชาการ และผู้สนใจจากไทยและต่างประเทศลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 100 คน มุ่งเชื่อมโยงบทบาทการเงินอิสลามกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ การขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน และการระดมทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจน ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับประชาคมการเงินอิสลามโลก สอดรับกับแนวคิดการเป็น เจ้าภาพของไทย “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”

ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเงินอิสลามมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เข้มแข็ง รับมือกับวิกฤต และเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยหลักการเชื่อมโยงภาคการเงินกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ส่งเสริมการแบ่งปันความเสี่ยงและความรับผิดชอบร่วมกัน จึงเป็นทั้งกลไกเสริมความเข้มแข็งในยามวิกฤตและเครื่องมือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

โดยประเทศไทยมีศักยภาพเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับโลกการเงินอิสลาม จากความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมฮาลาล และโอกาสขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ ไอแบงก์จึงมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร เชื่อมโยงพันธมิตรทางการเงินระหว่างประเทศ และสนับสนุนการระดมทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ไอแบงก์จึงมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร เพื่อก้าวสู่การเป็นประตูเชื่อมประเทศไทยสู่ระบบการเงินอิสลามระดับโลก หรือ Thailand’s Gateway to Islamic Finance” ดร.ทวีลาภ กล่าว พร้อมระบุว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจไทย

นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำว่า การเงินอิสลามมิใช่เพียงระบบบริการทางการเงิน แต่เป็นแนวคิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานคุณธรรมและความรับผิดชอบ ภายใต้หลัก Maqasid al-Shariah ที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรม ความเสมอภาค การแบ่งปันความเสี่ยงอย่างเป็นธรรม และประโยชน์สุขของสังคม

พร้อมกันนี้ ได้ชื่นชมการสนับสนุนของรัฐบาลไทยและกระทรวงการคลังที่มีต่อไอแบงก์ ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงประเทศไทยกับระบบเศรษฐกิจอิสลามโลก และให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนทุกกลุ่มโดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา

ด้าน H.E. Dr. Muhammad Sulaiman Al Jasser ประธานกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม (IsDB Group) กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า การเงินอิสลามพัฒนาจากระบบการเงินเฉพาะกลุ่มสู่การเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพระดมทุนระยะยาวเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการเติบโตอย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกศักยภาพดังกล่าวต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมทางการเงินและสถาบันที่มีคุณภาพ ซื่อสัตย์สุจริต และสามารถบริหารเงินทุนให้เกิดประโยชน์ โดยการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใส ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เป็นรากฐานสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของระบบการเงินอิสลามในระยะยาว

“อนาคตของการเงินอิสลามไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าเราจะสามารถระดมเงินทุนได้มากเพียงใด แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพ ความซื่อสัตย์สุจริต และประสิทธิผลของสถาบันที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและนำเงินทุนเหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์” Dr. Al Jasser กล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาอิสลาม (IsDB) มีบทบาทวางรากฐานและพัฒนาระบบนิเวศการเงินอิสลามระดับโลก รวมถึงส่งเสริมตลาดศุกูก (Sukuk) หรือ ตราสารทางการเงินอิสลาม โดยนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการได้ออกศุกูกมูลค่ารวมประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเงินทุนไปสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Dr. Al Jasser กล่าวด้วยว่า ความก้าวหน้าของประเทศไทยในการพัฒนาระบบการเงินอิสลาม รวมถึงการเติบโตของไอแบงก์ สะท้อนโอกาสที่เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นซึ่งมีรากฐานสถาบันที่เข้มแข็งรองรับ โดย IsDB พร้อมเป็นพันธมิตรสนับสนุนการสร้างสถาบันการเงินที่ได้รับความไว้วางใจ บริหารทุนอย่างรับผิดชอบ และเปลี่ยนนวัตกรรมทางการเงินให้เป็นผลลัพธ์ด้านการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม

ภายในงานยังมี การเสวนา “Islamic Finance — From Resilience to Transition: Evidence, Instruments, and ASEAN’s Opportunity” โดย ดร.ทวีลาภ ร่วมกับ Mr. Arga M. Nugraha รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ Bank Syariah Nasional (BSN) ประเทศอินโดนีเซีย และ Professor Emeritus Dato’ Dr. Mohd Azmi Omar ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร INCEIF University ประเทศมาเลเซีย ดำเนินรายการโดย Prof. Dr. Murniati Mukhlisin ผู้แทน IFESDC

การเสวนาครอบคลุมการเสริมความเข้มแข็งของสถาบันการเงินควบคู่กับการขยายบริการสู่ SMEs และกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน การใช้ศุกูก การเงินแบบแบ่งปันความเสี่ยง และการเงินเพื่อสังคม ระดมทุนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังหารือการยกระดับความร่วมมืออาเซียนผ่านมาตรฐานทางการเงินที่เชื่อมโยงกัน กรอบการจัดหมวดหมู่กิจกรรมสำหรับการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition Finance Taxonomy และการวัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุนและขยายการลงทุนข้ามพรมแดน

สาระสำคัญของเวทีสะท้อนว่า ความสำเร็จของการเงินอิสลามควรพิจารณาทั้งการเติบโตของสินทรัพย์ คุณค่าที่สร้างให้ประชาชน ความเข้มแข็งของชุมชน และผลลัพธ์การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยอาเซียนสามารถต่อยอดความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล ตลาดทุน และองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศ

ช่วงปิดงาน ดร.ทวีลาภ กล่าวว่า เวทีครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือระหว่างไทย อาเซียน ตะวันออกกลาง และเครือข่ายการเงินอิสลามระดับโลก เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนาแนวทางความร่วมมือ และผลักดันแนวคิดสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต.