• อาทิตย์ 25 ตุลาคม 2569 เวลา 10:37 น.

ปักหมุดไทย! กลางโลกเปลี่ยนขั้ว

BREAKING NEWS STRATEGIES

(จากคำมั่นวัน UN ถึงเสถียรภาพรัฐบาล – ‘อนุทิน’ กับบทพิสูจน์ยุทธศาสตร์ไทยในระเบียบโลกใหม่)

“นายกฯอนุทิน ” ปราศรัยวันสหประชาชาติ วางไทยเป็น “สะพานเชื่อม” ท่ามกลางโลกผันผวน ขนานกับเวที “คุยกับ ครม.อนุทิน” สะท้อนโจทย์พลังงาน ภัยพิบัติ และความเข้มแข็งของรัฐบาล จับตา! บททดสอบ โฟกัส…เปลี่ยนบทบาทระหว่างประเทศ ให้เป็น…ความมั่นคงที่คนไทยสัมผัสได้จริง

วันสหประชาชาติ 24 ตุลาคม 2569 ครบรอบ 81 ปีของการก่อตั้งองค์การที่เกิดขึ้นจากบทเรียนสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความหวังให้…ประเทศต่าง ๆ ใช้กติกาและการเจรจาจัดการความขัดแย้ง วันนี้ หลักการดังกล่าวยังจำเป็น ท่ามกลางการแข่งขันทางอำนาจที่กดดันความร่วมมือระหว่างประเทศ และปัญหาข้ามพรมแดนที่ไม่มีรัฐบาลใดรับมือได้โดยลำพัง

คำปราศรัยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เนื่องในวันสหประชาชาติ จึงมีความหมายมากกว่าถ้อยคำตามวาระ ทั้งการยืนยันเคารพอธิปไตย กฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ตลอดจน การวางบทบาทไทยเป็น “สะพานเชื่อม” ความร่วมมือ

คำถามเชิงยุทธศาสตร์ คือ…ไทยจะใช้จุดยืนเหล่านี้เพิ่มอำนาจต่อรอง และคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร???

ทิศทางนี้ สอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 เมื่อเดือนกันยายน ซึ่งให้ความสำคัญกับ…การใช้หลักการสากลอย่างสม่ำเสมอ การเพิ่มเสียงของประเทศกำลังพัฒนา และการปฏิรูปสถาบันระหว่างประเทศให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป

สาระเหล่านี้ เปิดพื้นที่ให้ไทยแสดงบทบาทในฐานะประเทศที่ต้องการกติกาเป็นธรรม พร้อมร่วมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของความร่วมมือด้วย

สำหรับไทย การรักษากติกากลางมีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ เพราะช่วยเพิ่มช่องทางเจรจา ลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้า และสร้างแนวร่วมในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือของจุดยืนขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ รัฐบาลจึงต้องอธิบายให้ได้ว่า…การตัดสินใจต่อสถานการณ์ระหว่างประเทศแต่ละครั้งตั้งอยู่บนหลักใด? และคำนึงถึงผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรอบด้านเพียงใด?

อีก “จุดเชื่อมสำคัญ” ก็คือ…รากฐานของความร่วมมือทางเศรษฐกิจโลก การประชุม Bretton Woods ในปี 2487 วางรากฐานให้ IMF และธนาคารโลก เพื่อสร้างเสถียรภาพและสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ส่วน UN ถือกำเนิดในปีถัดมา

สถาบันเหล่านี้ สะท้อนความพยายามสร้างระบบความร่วมมือสำหรับโลกหลังสงคราม ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลหยิบการเป็น เจ้าภาพ IMF–World Bank ปี 2569 มายืนยันความพร้อมของไทย สิ่งที่ต้องติดตามต่อ ก็คือ…

โอกาสจากเวทีดังกล่าวจะถูกพัฒนาเป็นความร่วมมือ เงินลงทุน และองค์ความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างไร???

สิ่งที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” สรุปได้จากรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” เมื่อวานนี้ (24 ตุลาคม)สะท้อนโจทย์ที่…ใกล้ชีวิตประชาชน โดย นายกรัฐมนตรียืนยันความเพียงพอของน้ำมันในประเทศ และได้กล่าวถึง…การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

ประเด็นเหล่านี้ แสดงให้เห็น…ช่องทาง “เชื่อม” การต่างประเทศกับการบริหารภายใน ทั้ง…การกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน การเข้าถึงเทคโนโลยี และความร่วมมือรับมือภัยพิบัติ ทว่า คนไทยเอง ยังต้องพิสูจน์ผ่านมาตรการและผลการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ด้วย

ดังนั้น บทบาท “สะพานเชื่อม” ควรมีวาระที่ไทยเสนอและขับเคลื่อนได้ชัดเจน เช่น ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด และการจัดการภัยพิบัติ โดยเลือกเรื่องที่ สอดคล้องกับศักยภาพและความจำเป็นของประเทศ พร้อมทั้งจะต้องกำหนดด้วยว่า…

หน่วยงานใดรับผิดชอบ?

ต้องการพันธมิตรแบบใด?  

และประชาชนกลุ่มไหนจะได้รับประโยชน์?  

ความชัดเจนเช่นนี้ จะช่วยให้ไทย…สามารถสร้างคุณค่าในการเจรจา และติดตามความคืบหน้าได้หลังเวทีประชุมสิ้นสุดลง!!??

ส่วน…เสถียรภาพรัฐบาล? นายกรัฐมนตรี อธิบายการผสานบทบาท…รัฐมนตรีคนนอก ฝ่ายการเมือง และ ข้าราชการ พร้อมไม่ปิด…ความเป็นไปได้ในการเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาล (ปรับ ครม.) โดยให้เหตุผลเรื่อง…ความเข้มแข็งในการผลักดันนโยบาย

สิ่งที่ควรประเมินต่อ ก็คือ…ความสามารถในการตัดสินใจร่วมกัน รักษาความต่อเนื่องของนโยบาย และยอมรับการตรวจสอบ ซึ่งล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและคู่เจรจาต่างประเทศ

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอแนะนำให้…รัฐบาลควรจัดทำวาระติดตามผลความร่วมมือระหว่างประเทศที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เลือกภารกิจสำคัญ กำหนดเจ้าภาพและกรอบเวลา พร้อมรายงานผลที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต้นทุนพลังงาน ความพร้อมรับภัยพิบัติ การลงทุน และโอกาสของผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ประชาชนไทยประเมินต่อได้ว่า…บทบาทบนเวทีโลกตอบโจทย์ประเทศเพียงใด?

การ “ปักหมุดไทย!” ท่ามกลางโลกเปลี่ยนขั้ว จึงต้องอาศัยทั้ง…จุดยืนที่น่าเชื่อถือ พันธมิตรที่หลากหลาย และรัฐบาลที่ทำตามคำมั่นได้

น้ำหนักของประเทศไทยบนเวทีโลกจะเพิ่มขึ้น ต่อเมื่อ…ความร่วมมือเหล่านั้น ได้ช่วยให้ชีวิตคนไทยมั่นคงขึ้นอย่างพิสูจน์ได้จริง!!!.