• จันทร์ 14 กันยายน 2569 เวลา 13:53 น.

5.4 พันล้าน ใครต้องรับผิด?

BREAKING NEWS JUSTICE & CRIME

(ผ่าผลประมูล USO 3 ‘ผู้ชนะ 5 พื้นที่’ ใครจัดสรร? ใครลงมือ? ใครตรวจรับ? ใครรับผิด? หากบริการไปไม่ถึงคนไทย!!!)

กสทช.ประกาศผลประมูล USO 3 วงเงินกว่า 5.4 พันล้านบาท กระจาย 5 พื้นที่ทั่วประเทศ เผย!
เบื้องหลังตัวเลขก้อนใหญ่ ยังมีคำถามทางกฎหมาย…ใครทำงานส่วนไหน? ใครได้รายได้เท่าไร?
หากโครงข่ายไปไม่ถึงประชาชน สมาชิกกิจการร่วมค้ารายใด?…ต้องรับผิด!

5 พื้นที่ – 3 กลุ่มทุน :

ที่สุด! ผลการประมูลโครงการจ้างบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ภายใต้แผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือ USO 3” ของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) กลายเป็นข่าวใหญ่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หลังประกาศรายชื่อของ ผู้ชนะครบทั้ง 5 กลุ่มพื้นที่ มูลค่ารวม 5,423.70 ล้านบาท

กลุ่มที่ 1 ภาคเหนือ มูลค่า 1,248.50 ล้านบาท ตกเป็นของ กิจการร่วมค้าระหว่างบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับบริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET

กลุ่มที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มูลค่า 1,884 ล้านบาท และ กลุ่มที่ 4 ภาคตะวันออกและตะวันตก มูลค่า 564 ล้านบาท เป็นขอ งกิจการร่วมค้า TCI ระหว่างบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM กับบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL รวม 2 สัญญา 2,448 ล้านบาท

กลุ่มที่ 3 ภาคกลาง มูลค่า 761.50 ล้านบาท เป็น กิจการร่วมค้า ระหว่าง ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น กับบริษัท ไวร์เออ แอนด์ ไวร์เลส จำกัด ส่วน กลุ่มที่ 5 ภาคใต้ มูลค่า 965.70 ล้านบาท เป็น กิจการร่วมค้าระหว่าง ITEL กับบริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC

ข้อเท็จจริงสำคัญ คือ ผู้ชนะทั้ง 5 พื้นที่ไม่ได้เข้าประมูลในนามบริษัทเดี่ยว แต่เข้าร่วมในรูป “กิจการร่วมค้า” ทั้งหมด

ITEL โผล่ 3 สัญญา :

หากจัด อันดับตามชื่อกิจการร่วมค้า กลุ่ม THCOM–ITEL ได้งานรวมสูงสุด 2,448 ล้านบาท ตามด้วย 2 กิจการร่วมค้าที่ ทรู อินเทอร์เน็ตเป็นพันธมิตร รวม 2,010 ล้านบาท และ กลุ่ม ITEL–TKC อีก 965.70 ล้านบาท

แต่หาก นับตามมูลค่าสัญญาที่บริษัทแต่ละราย “เข้าไปมีส่วนร่วม” จะพบว่า ITEL ปรากฏชื่อใน 3 พื้นที่ รวมมูลค่า 3,413.70 ล้านบาท หรือประมาณ 62.9% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด ขณะที่ THCOM มีส่วนร่วม 2,448 ล้านบาท และ ทรู อินเทอร์เน็ตมีส่วนร่วม 2,010 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่า…ITEL จะได้รับรายได้ 3,413.70 ล้านบาทเต็มจำนวน เช่นเดียวกับที่ไม่อาจสรุปว่า…THCOM หรือทรู จะรับเงินตามมูลค่าสัญญาทั้งหมด

เพราะทุกสัญญาเป็นงานของกิจการร่วมค้า ซึ่งต้องพิจารณาข้อตกลงแบ่งงาน สัดส่วนผลประโยชน์ ต้นทุน และความรับผิดของสมาชิกแต่ละราย

ตรงนี้เอง! ที่เปลี่ยนข่าวผลประมูลธรรมดาให้กลายเป็นคำถามด้านกฎหมายและความโปร่งใส ว่า… ประชาชนได้รับข้อมูลเพียงพอแล้วหรือยังที่จะตอบว่า…“ใครได้งานเท่าไรจริง?”

เห็นผู้ชนะ – ยังไม่เห็นไส้ใน :

พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ได้วางหลักให้ การใช้เงินของรัฐต้องเกิดความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตรวจสอบได้ ตลอดจน เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม!

การเข้าประมูลในรูปกิจการร่วมค้า ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม และ ไม่ใช่หลักฐาน ว่า…มีการกระทำผิด กิจการร่วมค้าเป็นกลไกปกติที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำความเชี่ยวชาญ เงินทุน บุคลากร หรือประสบการณ์ของแต่ละฝ่ายมารวมกันเพื่อรับงานขนาดใหญ่

แต่เมื่อ โครงการทั้ง 5 พื้นที่ตกแก่กิจการร่วมค้า ประเด็นที่ สมควรเปิดเผย? จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงรายชื่อสมาชิกและราคาชนะประมูลเท่านั้น!!!

ข้อตกลงกิจการร่วมค้า ควรทำให้ตรวจสอบได้ว่า…

บริษัทใดเป็นผู้รับผิดชอบหลัก?

สมาชิกแต่ละรายทำงานส่วนใด?

 มีสัดส่วนการดำเนินงานและผลประโยชน์เท่าใด?  

ใช้ผลงานของสมาชิกรายใดผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ?  

และ แต่ละรายต้องรับผิดร่วมกันทั้งสัญญาหรือเฉพาะงานในส่วนของตน?

หากข้อมูลเหล่านี้ไม่ถูกเปิดเผย ประชาชนจะรู้เพียง แค่ว่า…“กลุ่มใดชนะ?” แต่ไม่รู้เลยว่า…ใครคือผู้วางระบบ?  ใครให้บริการโครงข่าย?  ใครจัดหาอุปกรณ์?  ใครดูแลรักษา?  และ ใครเป็นผู้รับเงินในแต่ละส่วน?

รวมกลุ่มได้ แต่ต้องทำจริง :

อีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่ต่างกัน ก็คือ…การใช้คุณสมบัติและประสบการณ์ของสมาชิกกิจการร่วมค้า

หลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีแนวทางเฉพาะสำหรับการพิจารณา “ผู้ยื่นข้อเสนอ” ที่เป็นกิจการร่วมค้า โดยต้องตรวจทั้ง…ข้อตกลงร่วมค้า อำนาจของผู้เข้าร่วม และคุณสมบัติตามเงื่อนไขประกวดราคา

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า…สมาชิกซึ่งนำผลงาน บุคลากร ฐานะการเงิน หรือใบอนุญาตมาใช้ผ่านเกณฑ์ จะได้รับมอบหมายให้ทำงานส่วนนั้นจริงหรือไม่?  หรือจะมีการถ่ายโอนภารกิจให้สมาชิกรายอื่นหรือผู้รับเหมาช่วงภายหลัง?

สำนักงาน กสทช.จึงควรต้องเร่งชี้แจงว่า…สัญญากำหนดข้อจำกัดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสมาชิก การปรับสัดส่วนงาน และการใช้ผู้รับเหมาช่วงไว้อย่างไร? ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้กิจการร่วมค้ากลายเป็นเพียงการรวมชื่อเพื่อผ่านคุณสมบัติ แต่ผู้ลงมือทำจริงกลับเป็นอีกบริษัทหนึ่ง

การแข่งขันต้องมองทั้งสนาม :

การมี ผู้ชนะครบ 5 พื้นที่ ยังไม่เพียงพอที่จะประเมิน ว่า…การแข่งขันเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นและเป็นธรรมเพียงใด?

ข้อมูลที่ควรเปิดเผยเพิ่มเติม ได้แก่…ราคากลางของแต่ละพื้นที่ จำนวนผู้ซื้อเอกสาร จำนวนผู้ยื่นข้อเสนอ จำนวนผู้ผ่านคุณสมบัติและข้อเสนอทางเทคนิค ราคาของผู้เสนอแต่ละราย ตลอดจน เหตุผลของการไม่ผ่านคุณสมบัติ

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า…บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เข้ายื่นแข่งขันใน 2 พื้นที่ แต่ไม่ผ่าน ขณะที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ในขณะนั้น ยังไม่ได้ลงนามรับรองผลตามที่มีการนำเสนอข่าวในช่วงต้นเดือนสิงหาคม

เมื่อ สำนักงาน กสทช.ประกาศผลอย่างเป็นทางการแล้ว คำอธิบายว่า…NT ไม่ผ่านด้วยเหตุใด? และแต่ละพื้นที่มีคู่แข่งขันจริงกี่ราย? สิ่งนี้ จะช่วยให้สังคมประเมินได้ว่า…ราคาชนะประมูลเกิดจากการแข่งขันที่เพียงพอหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทหนึ่งเข้าร่วมหลายพื้นที่ หรือการที่ผู้ชนะทั้งหมดเป็นกิจการร่วมค้า ยังไม่อาจใช้สรุป ว่า…เกิดการฮั้ว ล็อกสเปก หรือแบ่งงานกัน? หากยังไม่มีหลักฐานเรื่องความเชื่อมโยง การติดต่อสมยอม พฤติการณ์เสนอราคา หรือเงื่อนไขที่จำกัดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม!

ชนะประมูล – ยังไม่ใช่รายได้ :

ในมิติของกฎหมายและตลาดทุน ต้องแยกสถานะ “ผู้ชนะการเสนอราคา” ออกจากการลงนามในสัญญา การส่งมอบงาน การตรวจรับ การเบิกจ่าย และการรับรู้รายได้

ราคาชนะประมูล 5,423.70 ล้านบาท จึงยังไม่ใช่เงินที่บริษัททั้งหมดได้รับในวันที่ประกาศผล และไม่ใช่กำไรที่จะเกิดขึ้นทันที!!??

บริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ THCOM, ITEL, INSET และ TKC มีหน้าที่พิจารณา เปิดเผยข้อมูลที่มีสาระสำคัญต่อนักลงทุนตามหลักเกณฑ์ตลาดทุน โดยเฉพาะ…เมื่อทราบสัดส่วนงาน มูลค่าที่บริษัทจะรับรู้ ระยะเวลาดำเนินโครงการ และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาแล้ว

การเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้ จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดของนักลงทุน ไม่ให้นำมูลค่ากิจการร่วมค้าทั้งสัญญาไปคำนวณเป็นรายได้หรือ backlog ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยอัตโนมัติ

เงิน USO ต้องถึงมือคนไทย :

เป้าหมายของเงิน USO ไม่ได้จบลงที่การติดตั้งอุปกรณ์หรือวางโครงข่าย แต่ต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ซึ่งไม่มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์เข้าถึงบริการโทรคมนาคมอย่างมีคุณภาพ

แผน USO ถูกจัดทำขึ้นเพื่อลดช่องว่างด้านดิจิทัลและจัดบริการแก่พื้นที่ชนบท พื้นที่ผลตอบแทนต่ำ และประชาชนกลุ่มเป้าหมายทางสังคม

ความคุ้มค่าของโครงการ จึงต้อง…วัดจากจำนวนพื้นที่และประชาชนที่ได้รับบริการจริง ความเร็วขั้นต่ำ ความต่อเนื่องของระบบ ระยะเวลาแก้ไขเมื่อขัดข้อง และประโยชน์ที่เกิดขึ้น

ไม่ใช่วัดแค่เพียงว่า…ราคาประมูลต่ำกว่ากรอบงบประมาณเท่าใด???

สำนักงาน กสทช. ควรเปิดเผยตัวชี้วัดของแต่ละสัญญา จุดติดตั้ง กำหนดเปิดบริการ ระบบตรวจวัดคุณภาพ หลักเกณฑ์ตรวจรับ ค่าปรับ และช่องทางที่ประชาชนในพื้นที่สามารถตรวจสอบหรือร้องเรียนได้

หากโครงข่ายสร้างเสร็จแต่ใช้งานไม่ได้ ความเร็วไม่ถึงเกณฑ์ หรือขาดการบำรุงรักษา คำถามเรื่องผู้รับผิดชอบต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า…กิจการร่วมค้ารับผิดร่วมกันทั้งหมด หรือสมาชิกแต่ละรายรับผิดเฉพาะส่วนงานของตน

บุคคลสำคัญต้องตอบ :

บุคคลและผู้เกี่ยวข้องสำคัญ ในเรื่องนี้ประกอบด้วย 1.ประธานและคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับการใช้เงิน USO ตลอดจน 2.สำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการ คณะกรรมการพิจารณาผล และ 3.คณะกรรมการตรวจรับงาน

ด้านเอกชน ผู้ที่ควรชี้แจงต่อสาธารณะ ได้แก่ ผู้บริหารของทรู อินเทอร์เน็ต, THCOM, ITEL, INSET, TKC และ Wire & Wireless โดยเฉพาะ บริษัทจดทะเบียนที่ราคาหุ้นและการตัดสินใจของนักลงทุนอาจได้รับผลจากข่าวประมูล

ในส่วน THCOM ปัจจุบันมี ดร.ปิยะวัฒน์ จริยเศรษฐพงศ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขณะที่ INSET มีนายศักดิ์บวร พุกกะณะสุต เป็นกรรมการผู้จัดการ และ TKC มีนายสยาม เตียวตรานนท์ เป็นประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ

ผู้บริหารเหล่านี้ ควรอธิบายขอบเขตงาน สัดส่วนความรับผิดชอบ ระยะเวลาดำเนินการ และผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับบริษัท โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยความลับทางการค้าที่ไม่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ

เปิดชื่อแล้ว ต้องเปิดคำตอบ :

ผลประมูล USO 3 ทำให้ประชาชนคนไทย ต่างรับรู้กันแล้วว่า…กิจการร่วมค้าใดชนะในพื้นที่ใด? และชนะด้วยราคาเท่าไร? แต่ยังไม่เพียงพอที่จะตอบว่า…บริษัทใดจะลงมือทำงานส่วนไหน? ได้รับผลประโยชน์เท่าใด? และต้องรับผิดชอบอย่างไร?

การรวมตัวเป็นกิจการร่วมค้าไม่ใช่ความผิด และการได้งานหลายพื้นที่ไม่ใช่หลักฐานของการทุจริต แต่เมื่อโครงการใช้เงินเพื่อจัดบริการสาธารณะกว่า 5.4 พันล้านบาท ความโปร่งใสต้องไปให้ไกลกว่ากระดาษประกาศผลผู้ชนะ!!??

ปลายทางของการตรวจสอบ จึงไม่ควรอยู่ที่คำถามว่า….ใครได้เค้กก้อนใหญ่ที่สุด? เท่านั้น แต่ต้องตอบให้ได้ว่า…เงิน USO ทุกบาท จะแปรเปลี่ยนเป็นบริการที่ประชาชนใช้ได้จริงหรือไม่? แค่ไหน? และอย่างไร?

นั่นเพราะ…ในโครงการสาธารณะ ผู้ชนะที่แท้จริง! ไม่ควรมีเพียง…กิจการร่วมค้า แต่ต้องเป็นประชาชนคนไทยในพื้นที่ห่างไกลที่ได้รับโอกาสทางดิจิทัลอย่างเท่าเทียมด้วย!!!.