• อังคาร 18 สิงหาคม 2569 เวลา 17:46 น.

สสว. เผย ดัชนี SME ก.ค. 69 แตะ 50.8 เหนือค่าฐานในรอบ 5 เดือน

BREAKING NEWS ECONOMY

สสว. เผย ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.8 ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ระดับ 50.8 เหนือค่าฐานในรอบ 5 เดือน จับมือกรมบัญชีกลาง ปรับเกณฑ์ THAI SME GP ใหม่ 3 ด้าน ดีเดย์ 1 ต.ค. นี้ มุ่งดันสิทธิประโยชน์ถึง SME ตัวจริง

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,770 ราย ใน 27 สาขาธุรกิจทั่วประเทศ พบว่าดัชนี SMESI ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.8 ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ระดับ 50.8 ซึ่งเป็นการกลับมาอยู่เหนือระดับค่าฐาน (50.0) เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน หลังจากเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดใตะวันออกกลางที่กระทบต่อต้นทุนและการขนส่ง โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลผ่านโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” (60/40) ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ส่งผลให้ดัชนีภาคการค้าพุ่งแตะ 52.0 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคบริการที่ระดับ 50.9 โดยความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกภูมิภาคนำโดยภาคเหนือที่มีดัชนีสูงสุดที่ระดับ 53.2

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า (สิงหาคม – ตุลาคม 2569) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ระดับ 52.9 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความระมัดระวังต่อกำลังซื้อหลังจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ ประกอบกับดัชนีด้านต้นทุนยังอยู่ต่ำกว่าค่าฐาน โดยผู้ประกอบการถึงร้อยละ 81.9 ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าวัตถุดิบ รวมถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์และค่า GP ซึ่งผู้ประกอบการกว่าครึ่งหนึ่งมีต้นทุนออนไลน์สูงเกินร้อยละ 15 ของยอดขาย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้อยละ 43.0 ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน อนุมัติไว และตรงจุด เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนอย่างยั่งยืน

ดร.ปณิตา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถือเป็นโอกาสสำคัญที่มีมูลค่าสูงถึง 1.3 – 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมา สสว.ร่วมกับกรมบัญชีกลางผลักดันมาตรการ“THAI SME GP” จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2568 มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างจาก SME สูงกว่า 6 แสนล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 33.7) และล่าสุดยอดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจาก SME พุ่งสูงถึง 371,245 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 55.8 ของมูลค่ารวม มีผู้ประกอบการในระบบกว่า 180,000 ราย เพื่อขยายโอกาสและแก้ไขข้อจำกัดด้านมูลค่าสัญญาสะสมเดิม รวมถึงป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่สวมสิทธิ์ สสว. และกรมบัญชีกลางจึงได้ร่วมกันยกระดับและปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการ THAI SME GP ใหม่ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

(1) ให้แต้มต่อด้านราคา 10% สำหรับ SME ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเจ้าของที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership: UBO) เพื่อป้องกันธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งนิติบุคคลมาใช้สิทธิ์แทน SME, (2) เพิ่มแต้มต่อด้านราคาอีก 5% สำหรับ SME ที่สามารถออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) เพื่อขับเคลื่อน SME สู่ระบบดิจิทัล และ (3) ปรับเกณฑ์มูลค่าสัญญาสะสมที่ใช้สิทธิแต้มต่อราคาจากเดิมที่แยกตามขนาดธุรกิจ เปลี่ยนมาเป็นกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 500 ล้านบาท ทั้งนี้ มาตรการ THAI SME GP หลักเกณฑ์ใหม่ทั้ง 3 ด้าน จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สิทธิประโยชน์เข้าถึง SME ตัวจริงที่มีศักยภาพอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการจัดอบรมเสริมทักษะการเป็นคู่ค้าภาครัฐอย่างต่อเนื่อง 

“สสว. มุ่งผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนมาตรการภาครัฐให้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ทั้งการขยายตลาดผ่าน THAI SME-GP และการออกมาตรการลดต้นทุนที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และตรงจุด เพื่อลดภาระ สร้างรายได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้ SME ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”ดร.ปณิตา ชินวัตร กล่าวสรุป