‘ไทยออย์’ เผย ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนยังส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ท่ามกลางการจัดตั้งพันธมิตรทางทะเลของซาอุดิอาระเบีย
รายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ โดย บมจ.ไทยออยล์: ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2569

รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (31 ก.ค. – 6 ส.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงยกระดับ หลังจากซาอุดีอาระเบียเตรียมจัดตั้งพันธมิตรป้องกันทางทะเลเพื่อคุ้มครองเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ขณะที่อิหร่านยังคงโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และยืนยันจะเดินหน้าปฏิบัติการต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานและการขนส่งน้ำมัน
นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน หลังจากยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ท่าส่งออกน้ำมันดิบของบริษัท Caspian Pipeline Consortium ของคาซัคสถานในทะเลดำต้องระงับการส่งมอบน้ำมันอีกครั้ง ขณะที่ทางด้านกลุ่มเปกพลัสมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องในเดือน ก.ย. ที่ระดับ 180,000 บาร์เรลต่อวัน แต่จะหยุดแผนการเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. 69 จากแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อแนวโน้มอุปสงค์น้ำมันในระยะถัดไป
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• ตลาดยังคงติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากซาอุดีอาระเบียเตรียมจัดตั้งพันธมิตรป้องกันทางทะเลระหว่างประเทศ (Multinational Maritime Defence Coalition) เพื่อคุ้มครองการเดินเรือระหว่างประเทศบริเวณทะเลแดง ช่องแคบ Bab el-Mandeb และอ่าวเอเดน โดยประกอบด้วย 14 ประเทศ รวมถึงตรุกี ปากีสถาน อิยิปต์ ซูดาน และ จิบูตี ซึ่งได้ร่วมออกแถลงการณ์สนับสนุนการจัดตั้งพันธมิตร ท่ามกลางการปิดล้อมทางทะเลของกลุ่มฮูตี ขณะที่ทางด้านอิหร่านและโอมานยังคงเดินหน้าเจรจาเกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ แม้อิหร่านจะปฏิเสธข้อเสนอของโอมานเกี่ยวกับการบริหารช่องแคบร่วมกันในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า การที่โอมานยังคงเจรจากับอิหร่านอาจนำไปสู่ความคืบหน้าในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
• ขณะเดียวกัน การโจมตีตอบโต้ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด โดยล่าสุด กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้โจมตีคลังเก็บโดรน 2 แห่ง และคลังเก็บเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ทางทหารที่ฐานทัพอากาศ Ali Al Salem ของสหรัฐฯ ในคูเวต พร้อมย้ำจุดยืนว่าจะเดินหน้าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง จนกว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะถอนกำลังออกจากตะวันออกกลาง
• สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนทวีความรุนแรงขึ้น โดยล่าสุด ยูเครนได้ใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Perm ของบริษัท Lukoil ซึ่งมีกำลังการผลิตที่ 260,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันได้รับความเสียหาย และจำเป็นต้องระงับการดำเนินงานของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบหนึ่งหน่วย นอกจากนี้ ยูเครนยังได้ใช้โดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ได้แก่ เรือ Nissos Sifnos (Suezmax: 1 MB) ซึ่งจดทะเบียนภายใต้ธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ และเรือ Marathi (Suezmax) ซึ่ง จดทะเบียนภายใต้ธงมอลตา ส่งผลให้ท่าส่งออกน้ำมันดิบของบริษัท Caspian Pipeline Consortium (CPC: 1.5 MBD) ของคาซัคสถานในทะเลดำต้องระงับการส่งมอบน้ำมันอีกครั้ง
• ตลาดติดตามผลการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือโอเปกพลัส (OPEC+) เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตจำนวน 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ย. 69 ภายหลังจากที่ได้ทยอยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน เม.ย.-ส.ค. 69 รวมทั้งสิ้น 958,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มจะหยุดแผนการเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
• คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ทางด้าน FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 73.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือน ก.ย. 69 ส่วนทางด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ ปรับเพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือน มิ.ย. เทียบกับช่วงเดียวกับปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และชะลอลงจากระดับ 3.4% ในเดือน พ.ค. 69
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ปริมาณการนำเข้าและส่งออก ดุลการค้า เดือน มิ.ย. 69 อัตราการว่างงาน โดยสำนักงานสถิติแรงงานแห่งสหรัฐฯ และรายงานตัวเลขการประกาศเลิกจ้างพนักงาน เดือน ก.ค. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนียอดขายปลีก เดือน มิ.ย. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ปริมาณการนำเข้าและส่งออก ดุลการค้า เดือน ก.ค. 69
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (24 – 30 ก.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 2.08 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 83.85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 2.82 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 89.80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากตลาดผ่อนคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายหลังทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะยุติการใช้ปฎิบัติการทางทหารต่อกัน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคมีแนวโน้มตึงเครียดขึ้น ภายหลังกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยว่าสามารถที่จะสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลจากอิหร่านที่พุ่งเป้าไปยังฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้สำเร็จ อีกทั้ง ล่าสุดกองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเพิ่มเติมหลายสิบแห่ง นอกจากนี้กลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้โจมตีซาอุดิอาระเบียเพิ่มเติม รวมทั้งโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันในตะวันออกของซาอุดิอาระเบีย
นอกจากนี้ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 24 ก.ค. 69 ปรับลดลง 7.2 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 404.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งปรับลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดลงเพียง 1.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2561






