”วราวุธ“ เผย 3 ปัจจัย เปลี่ยนโฉม อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย

รมว.อุตสาหกรรม ชู โรงงานอัจฉริยะ- เศรษฐกิจหมุนเวียน – เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เป็นคำตอบใหม่ของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย เตือนไทยเข้าสู่ Super-Aged Society ใน 5 ปี ด้าน CBAM-กฎสิ่งแวดล้อมโลกกดดันผู้ผลิตหนัก
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกภาพิเศษ “ONE MIND, Shared Future: Toward Net Zero 2050” ในงานครบรอบ 20 ปี สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ภายใต้แนวคิด “TCMA at 20: The NEXT Chapter to Net Zero 2050” ณ ห้องเพรสทีจ ฮอลล์ ชั้น 11 โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยท์ เพรสทีจ กรุงเทพมหานคร ว่า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ ไม่เพียงเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่รองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย
กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจสีเขียว ภายใต้เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 โดยมองว่า “ความสามารถในการแข่งขัน” ในอนาคตจะไม่ได้วัดจากต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความสามารถในการลดคาร์บอน การบริหารจัดการทรัพยากร และการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ถือเป็นภาคการผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง หรือ Industrial Process and Product Use (IPPU) จึงต้องเป็นหัวหอกของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันมาตรการสนับสนุนทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่โครงการ Smart and Green Mining การลดสัดส่วนการใช้ปูนเม็ด การพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำรุ่นใหม่ อย่าง LC3 (Limestone Calcined Clay Cement) รวมถึงการทดลองใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้สอดรับมาตรฐานโลก
ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญ “Poly Crisis” หรือวิกฤตเชิงซ้อน 4 ด้าน ที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจที่กระทบราคาพลังงานและวัตถุดิบ วิกฤตสภาพภูมิอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มแรงกดดันต่อภาคการผลิต มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) และวิกฤตโครงสร้างประชากรที่กำลังลดจำนวนแรงงานคุณภาพของประเทศ
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ของไทยภายในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียงกว่า 400,000 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500,000 คน ส่งผลให้อัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) เหลือเพียงประมาณ 0.8 ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก และอาจกระทบต่อกำลังแรงงานและผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า นายวราวุธมองว่าจะเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนจากปูนซีเมนต์แบบดั้งเดิมสู่ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำและปูนซีเมนต์ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ โดยโรงงานปูนซีเมนต์จะกลายเป็นศูนย์กลางกำจัดและแปรรูปขยะชุมชนและกากอุตสาหกรรมเป็นพลังงานและวัตถุดิบทดแทน และการยกระดับสู่โรงงานอัจฉริยะที่ใช้ AI หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน

“วันนี้ ESG ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคมอีกต่อไป แต่เป็น License to Operate หรือใบเบิกทางของการดำเนินธุรกิจในอนาคต หากปรับตัวไม่ทันต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอน อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้” นายวราวุธกล่าว
ทั้งนี้ ภายในงานมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าร่วมด้วย อาทิ นายสุนทร แก้วสว่าง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายปณตสรรค์ สูจยานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
กระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันเดินหน้าขับเคลื่อนภาคการผลิตไทยภายใต้แนวคิด “ONE MIND” ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่ใช่เพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันและการดึงดูดการลงทุนของไทยในอนาคต






