สสว. เผย ดัชนี SME มี.ค. 69 ความเชื่อมั่นลดลงหลังต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ สสว. รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนมีนาคม 2569 ภาพรวมปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 48.2 ต่ำกว่าค่าฐานที่ระดับ 50.0 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ทำให้เกิดภาวะ “แรงบีบสองด้าน” ทั้งจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบของค่าดัชนีในแต่ละด้าน พบว่าด้านกำไรมีการปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 47.7 ขณะที่ด้านต้นทุนปรับตัวลงมาอยู่ที่ 37.3 (ลดลง 5.2) สะท้อนถึงแรงกดดันจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้องค์ประกอบด้านคำสั่งซื้อและปริมาณการผลิตชะลอตัวลงที่ 6.4 และ 1.8 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ด้านแรงงานยังคงมีความเชื่อมั่นสะท้อนผ่านดัชนีการจ้างงานที่ลดลงเพียงเล็กน้อยที่ 0.3 (อยู่ที่ 49.2) เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงพยายามรักษาฐานแรงงานเดิมเพื่อประคองการดำเนินธุรกิจในระยะนี้
เมื่อพิจารณาจำแนกตามรายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการผลิตค่าดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 46.8 ขณะที่ภาคการค้าค่าดัชนีฯ อยู่ที่ 49.2 และภาคบริการค่าดัชนีฯ อยู่ที่ 48.3 โดยเฉพาะในกลุ่มโลจิสติกส์และท่องเที่ยวที่เริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่ขยับตัวสูงขึ้น สำหรับสถานการณ์รายภูมิภาค พบว่า ความเชื่อมั่นมีการอ่อนตัวลงเกือบทุกพื้นที่ นำโดยภาคตะวันออกที่ปรับลดลง 5.3 (มาอยู่ที่ 45.7) จากความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงานที่กระทบต่อภาคธุรกิจและเกษตรกรรม ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 48.1 (ลดลง 4.9) ภาคใต้และพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีทิศทางใกล้เคียงกันที่ระดับ 46.0 และ 48.0 ตามลำดับ ขณะที่ภาคกลางอยู่ที่ 48.6 โดยมีเพียงภาคเหนือเป็นภูมิภาคเดียวที่ดัชนียังคงรักษาระดับอยู่เหนือเกณฑ์ฐานได้ที่ 51.9 แม้จะมีการปรับลดลงที่ 3.6
นอกจากนี้ ผลสำรวจเจาะลึกพบว่า SME ถึง 96.7% ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยผลกระทบหลักมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ คิดเป็น 47.1% รองลงมาคือปัญหาด้านกำลังซื้อ 26.2% และสภาพคล่อง 19.1% โดยสิ่งที่น่ากังวลคือหากสถานการณ์ยืดเยื้อ SME กว่า 80% ระบุว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ไม่เกิน 6 เดือนเนื่องจากไม่มีทุนสำรอง ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 20% ที่มีทุนสำรองอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการมีความต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนในด้านการลดต้นทุน (44%) ควบคู่กับการเสริมศักยภาพให้ SME ปรับตัวได้ (42%) และการเติมสภาพคล่อง (14%) เพื่อพยุงธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 49.3 ซึ่งปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า 3.5 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านต้นทุน ซึ่งเห็นได้ชัดจากดัชนีคาดการณ์ด้านต้นทุนที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 34.5 ส่งผลให้ภาพรวม SME ในปัจจุบันต้องเผชิญกับแรงกดดัน และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
อย่างไรก็ดี สสว. ได้ดำเนินโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการสนับสนุนเงินทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1,200 ล้านบาท ผ่านความร่วมมือกับ ธพว. และ EXIM Bank รวมถึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษารวม 17 แห่ง เพื่อขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ปี 2569 เพิ่มเติม อีกกว่า 39 โครงการ
“เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME ทั่วประเทศ โดยขณะนี้ สสว. เตรียมนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ดส่งเสริมฯ) ซึ่งโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริม SME เพิ่มเติมนี้ จะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และคลี่คลายปัญหาทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ได้อีกทางหนึ่งด้วย” ดร.ปณิตา กล่าว.






