ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน

บทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ โดย บมจ.ไทยออยล์: ฉบับวันที่ 2 มีนาคม 2569 คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 70-80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 75-85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (27 ก.พ. – 5 มี.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง หลังจากสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอล เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต และนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการตอบโต้ทางทหาร รวมถึงภัยคุกคามต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งพลังงานโลก ขณะเดียวกัน นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังคงมีความไม่แน่นอน ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดระบุว่าการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรก่อนหน้านี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้าทั่วโลก 10% ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและอุปสงค์น้ำมันในตลาดโลก ส่วนด้านอุปทาน กลุ่มโอเปกพลัสพิจารณาปรับเพิ่มกำลังการผลิตในระยะสั้น เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่เวเนซุเอลามีแนวโน้มเร่งการส่งออกน้ำมันผ่านการใช้เรือบรรทุกขนาดใหญ่ และการทำธุรกรรมร่วมกับบริษัทพลังงานรายสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกในระยะต่อไป
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้ยกระดับเข้าสู่ภาวะสงครามอย่างเต็มรูปแบบ ภายหลังจากสหรัฐฯ ร่วมมือกับอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ Epic Fury และ Lion’s Roar ตามลำดับ การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้ อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศเจตนารมณ์ในการตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรง โดยมุ่งเป้าไปยังฐานทัพของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ นอกจากนี้ อิหร่านยังได้ออกคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่ได้ประกาศปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้เรือจำนวนมาก รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อย่างน้อย 150 ลำ ตัดสินใจทอดสมออยู่นอกบริเวณช่องแคบ อย่างไรก็ดี มีเรือบางส่วนยังคงแล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าวและถูกโจมตี โดยมีรายงานว่าเป็นเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 3 ลำ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนอิหร่านไม่ให้ดำเนินการตอบโต้เพิ่มเติม โดยระบุว่าหากยังคงดำเนินการดังกล่าว สหรัฐฯ จะตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
• สถานการณ์การดำเนินมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากคู่ค้าทั่วโลกที่ระดับ 10% โดยอัตราภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 69 เป็นระยะเวลา 150 วัน หลังศาลสูงสุด (Supreme Court) มีมติด้วยคะแนนเสียง 6:3 ว่าการบังคับใช้มาตรภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ถือเป็นการเป็นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ผู้แทนทางการค้าของสหรัฐฯ นาย Jamieson Greer กล่าวว่า สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาหาแนวทางรักษาระดับกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนให้อยู่ในกรอบ 35 – 50%
• กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ โอเปกพลัส (OPEC+) มีมติเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ให้กลุ่มกลับมาปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 206,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือน เม.ย. 69 เนื่องจากสงครามในอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น และเพื่อเตรียมรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ขณะเดียวกัน ระบุเพิ่มเติมว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในขณะนี้มีความเสถียร และปัจจัยพื้นฐานของตลาดอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งสะท้อนได้จากปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ โดยการประชุมกลุ่มโอเปกพลัสในรอบถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 5 เม.ย. ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในกลุ่มโอเปกพลัสได้เตรียมแผนเพิ่มกำลังการผลิตและการส่งออกน้ำมันในระยะสั้นไว้แล้ว ในกรณีที่เกิดการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน การกลับมาปรับเพิ่มกำลังการผลิตจะเปิดโอกาสให้ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่ม รวมถึงประเทศสมาชิกอื่น เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สามารถทวงคืนส่วนแบ่งตลาดในช่วงเวลาที่สมาชิกบางรายของกลุ่ม เช่น รัสเซีย และอิหร่าน กำลังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ขณะที่การผลิตของคาซัคสถานกำลังฟื้นตัวหลังประสบปัญหาการผลิตที่ชะงักหลายครั้ง
• สำนักข่าว Reuters รายงานเวเนซุเอลาเตรียมใช้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่มาก (VLCC: Vary Large Crude Carriers) ที่สามารถบรรทุกน้ำมันได้สูงสุด 2 ล้านบาร์เรลต่อเที่ยวในการส่งออกน้ำมันเป็นครั้งแรก หลังจากมีข้อตกลงส่งมอบน้ำมันดิบ 30-50 ล้านบาร์เรล ให้สหรัฐฯ นำไปจำหน่ายในราคาตลาด โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งออกไปยังอินเดียได้เร็วขึ้น โดยก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เดือน ม.ค. การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาส่วนใหญ่ใช้เรือขนาดกลาง เช่น Panamax และ Aframax ซึ่งบรรทุกได้ประมาณ 450,000–700,000 บาร์เรลต่อเที่ยว เพื่อส่งไปยังโรงกลั่นในสหรัฐฯ รวมถึงใช้เรือ Suezmax ที่บรรทุกได้ถึง 1 ล้านบาร์เรล เพื่อส่งไปยังแคริบเบียน ขณะเดียวกัน บริษัท Chevron ของสหรัฐฯ ได้ขายน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาให้กับบริษัท Reliance Industries ของอินเดียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 66 นอกจากนี้บริษัทดังกล่าวได้ซื้อน้ำมันดิบ 2 ล้านบาร์เรลจากบริษัท Vitol สำหรับการส่งมอบในเดือน มี.ค. 69 และกำลังพยายามซื้อน้ำมันโดยตรงจาก PDVSA ด้วย
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ผลผลิตนอกภาคการเกษตร ไตรมาสที่ 4/68 ดุลการค้า ปริมาณการส่งออก และปริมาณการนำเข้า เดือน ม.ค. 69 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต โดย S&P Global เดือน ก.พ. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ เดือน ก.พ. 69 และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ยอดค้าปลีก เดือน ม.ค. 68 ดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.พ. 69
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (20 – 26 ก.พ. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 1.85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 65.79 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.96 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 71.12 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังคณะกรรมาธิการยุโรปมีแนวโน้มที่จะยื่นข้อเสนอทางกฎหมายเพื่อห้ามการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเป็นการถาวรในวันที่ 15 เม.ย. หลังจากเลือกตั้งสภาฮังการีเพียง 3 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้การห้ามนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียเป็นปัจจัยสำคัญในการหาเสียงของสภาฮังการี โดยฮังการี และ สโลวาเกีย ยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย ต่างกับสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นที่ไม่มีการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียแล้ว อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันหลังจากปริมาณดิบสำรองสหรัฐ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 20 ก.พ. 69 ปรับเพิ่มขึ้น 16 ล้านบาร์เรลมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นพียง 1.5 ล้านบาร์เรล ขณะเดียวกันการพูดคุยหารือระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในวันที่ 17-18 ก.พ. มีสัญญาณเป็นไปในทิศทางที่ดี สอดคล้องกับท่าทีของรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านซึ่งเผยออกมาในช่วงก่อนหน้านี้ อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขจีดีพีของสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4/68 อยู่ที่ระดับ 1.4% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5% นอกจากนี้ตัวเลขดังกล่าวชะลอตัวกว่าไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 4.4% หลังได้รับผลกระทบจากการขาดดุลการค้าที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นประกอบกับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government Shutdown)






