AUTOMOTIVE INSIGHT
SPECIAL SERIES 2026 | EP.08
EV vs Hybrid: ผู้บริโภคไทยกำลังเลือกอะไร และทำไม?
🚗 รถไฟฟ้าแรงไม่หยุด แต่ Hybrid ยังโต! เจาะคำตอบว่าทำไมคนไทยเลือกต่างกัน และอนาคตอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยจะเดินไปทางไหน
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2569
โดย นฤดล ชิณวงษ์
และทีมงานแก่นออโต้ | ยุทธศาสตร์ออนไลน์
🔎รถยนต์ที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่รถที่ทันสมัยที่สุด
หากวันนี้คุณกำลังจะซื้อรถยนต์คันใหม่ ระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ประหยัดค่าไฟในการเดินทาง กับรถ Hybrid ที่ประหยัดน้ำมันและไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ คุณจะเลือกอะไร?
คำถามนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดรถยนต์ไทยปี 2569
เพราะขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หรือ BEV กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยราคาที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดและเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่อง รถยนต์
Hybrid กลับไม่ได้ถอยห่างจากการแข่งขัน แต่ยังเติบโตและเป็นทางเลือกสำคัญของผู้บริโภคจำนวนมาก
ความจริงที่น่าสนใจคือ ผู้ซื้อทั้งสองกลุ่มต่างต้องการสิ่งเดียวกัน ได้แก่ ความประหยัด ความสะดวก ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในระยะยาว
แต่ทำไมจึงเลือกไม่เหมือนกัน?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า EV หรือ Hybrid ดีกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่ารถประเภทใดเหมาะกับชีวิตจริงของผู้ซื้อแต่ละคนมากกว่า
และเมื่อผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนวิธีเลือกรถ ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่โชว์รูม แต่กำลังส่งต่อไปถึงโรงงานผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ
📊EV เติบโตแรง แต่ Hybrid ก็ยังไม่ยอมถอย
ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดือนสิงหาคม 2569 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างชัดเจน
🚙 รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า 100% (BEV) มียอดจำหน่าย 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
🔋 รถยนต์ Hybrid (HEV) มียอดจำหน่าย 14,807 คัน เพิ่มขึ้น 31.84%
⛽ ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป (ICE) มียอดจำหน่าย 7,973 คัน ลดลง 17.04%
ตัวเลขเหล่านี้เป็นยอดขายตามประเภทที่ ส.อ.ท. รายงาน ไม่ใช่ยอดจดทะเบียนรถยนต์ทุกประเภท และไม่ควรตีความว่า EV ครองตลาดรถยนต์ไทยทั้งหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคกำลังให้ความสนใจกับรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งแบบไฟฟ้าล้วนและแบบผสมเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า BEV อยู่ที่ 126,950 คัน เพิ่มขึ้นประมาณ 88%
ขณะที่ กลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารวมหลายระบบมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่ง ของยอดจดทะเบียนตามขอบเขตข้อมูลที่รายงาน
ตลาดรถยนต์ไทยจึงไม่ได้กำลังเปลี่ยนจากรถน้ำมันไปเป็นรถไฟฟ้าเพียงรูปแบบเดียว แต่กำลังเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีหลายประเภทแข่งขันกัน
คำถามสำคัญคือ การเติบโตของ EV และ Hybrid เกิดจากความพร้อมของผู้บริโภคจริง ๆ
หรือมีแรงผลักจากการแข่งขันด้านราคาและนโยบายสนับสนุนของภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด?
💡ทำไมคนไทยจึงเลือก EV และ Hybrid ต่างกัน?
1. ราคาซื้อถูกลง แต่ต้องดูต้นทุนทั้งคัน
จุดแข็งสำคัญของ EV คือค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเฉพาะผู้ที่สามารถชาร์จไฟที่บ้านได้เป็นประจำ
ลองสมมติว่าผู้ใช้รถเดินทางเดือนละ 1,500 กิโลเมตร รถ EV ใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 16 หน่วยต่อ 100 กิโลเมตร และค่าไฟหน่วยละ 4.50 บาท จะมีค่าไฟประมาณ 1,080 บาทต่อเดือน
ส่วนรถ Hybrid ที่ใช้น้ำมันเฉลี่ย 22 กิโลเมตรต่อลิตร หากน้ำมันลิตรละ 35 บาท จะมีค่าน้ำมันประมาณ 2,386 บาทต่อเดือน
ในตัวอย่างนี้ EV ประหยัดค่าพลังงานได้ประมาณ 1,306 บาทต่อเดือน
แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงสมมติฐาน ยังไม่รวมค่าประกันภัย ดอกเบี้ย ค่าบำรุงรักษา ค่าเปลี่ยนยาง ความสูญเสียระหว่างชาร์จ และราคาขายต่อ
หากผู้ซื้อใช้รถไม่มาก หรือจำเป็นต้องชาร์จไฟตามสถานีที่มีค่าใช้จ่ายสูง ความแตกต่างก็อาจลดลง
รถที่มีค่าใช้จ่ายในการวิ่งต่ำที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องเป็นรถที่มีต้นทุนการเป็นเจ้าของต่ำที่สุดเสมอไป
2. ความสะดวกในการใช้งาน สำคัญกว่าที่คิด
รถ Hybrid มีข้อได้เปรียบสำหรับผู้ที่เดินทางไกลบ่อยครั้ง หรือไม่สะดวกติดตั้งเครื่องชาร์จ เพราะสามารถเติมน้ำมันและเดินทางต่อได้ตามปกติ
ขณะที่ EV เหมาะกับผู้ที่มีจุดชาร์จประจำ ใช้รถในเส้นทางที่คาดการณ์ได้ และสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้า
ผลสำรวจ Deloitte Global Automotive Consumer Study 2026 พบว่า 58% ของผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทยกำลังพิจารณาซื้อรถ Hybrid หรือรถไฟฟ้าสำหรับรถคันถัดไป
แต่ในกลุ่มผู้สนใจรถไฟฟ้า 75% คาดหวังว่าจะชาร์จรถที่บ้าน ขณะที่มีเพียง 36% ที่ระบุว่าปัจจุบันเข้าถึงการชาร์จที่บ้านได้
ตัวเลขนี้สะท้อนช่องว่างระหว่างความสนใจซื้อรถไฟฟ้ากับความพร้อมในการใช้งานจริง
สำหรับผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียม บ้านเช่า หรืออาคารที่ไม่สามารถติดตั้งเครื่องชาร์จส่วนตัวได้ การเลือก EV จึงมีเงื่อนไขแตกต่างจากผู้ที่มีบ้านและที่จอดรถส่วนตัว
3. ความเชื่อมั่นไม่ได้จบที่ตัวรถ
อีกปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญคือบริการหลังการขาย
รถยนต์เป็นสินค้าที่ต้องใช้งานหลายปี ผู้ซื้อจึงไม่ได้มองเพียงสมรรถนะหรืออุปกรณ์ที่ได้รับ แต่ยังสนใจความพร้อมของศูนย์บริการ อะไหล่ ระยะเวลาซ่อม และเงื่อนไขรับประกัน
โดยเฉพาะ EV ซึ่งผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังมีคำถามเกี่ยวกับอายุแบตเตอรี่ ค่าใช้จ่ายเมื่อพ้นระยะรับประกัน และการซ่อมหลังอุบัติเหตุ
อย่างไรก็ตาม รถ Hybrid ก็มีระบบแบตเตอรี่และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องได้รับการดูแลเช่นกัน
จึงไม่ควรสรุปว่าเทคโนโลยีใดมีความเสี่ยงสูงกว่าโดยไม่พิจารณารุ่นรถ เงื่อนไขรับประกัน และข้อมูลการใช้งานจริง
ผลสำรวจ Deloitte ยังพบว่าผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทย 64% เปิดโอกาสที่จะเปลี่ยนยี่ห้อรถในการซื้อครั้งต่อไป
นั่นหมายความว่า แบรนด์รถยนต์เดิมไม่สามารถพึ่งพาความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ขณะที่แบรนด์ใหม่ก็ต้องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือในระยะยาว
4. ราคาขายต่อ กลายเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
การแข่งขันลดราคารถยนต์ไฟฟ้าช่วยให้ผู้ซื้อใหม่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ซื้อเดิมอาจกังวลกับมูลค่ารถที่ถือครองอยู่
อย่างไรก็ตาม การประเมินราคาขายต่อจำเป็นต้องพิจารณารุ่นรถ อายุการใช้งาน ระยะทาง สภาพแบตเตอรี่ และราคาซื้อจริง ไม่ใช่ตัดสินจากประเภทเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้บริโภคที่ซื้อรถด้วยเงินผ่อน ความเสี่ยงนี้ยิ่งสำคัญ เพราะหากมูลค่ารถลดลงเร็วกว่ายอดหนี้คงเหลือ การขายหรือเปลี่ยนรถก่อนกำหนดอาจสร้างภาระทางการเงิน
ดังนั้น ก่อนซื้อรถใหม่ ผู้บริโภคควรถามตัวเองว่า
“เรากำลังซื้อรถเพื่อใช้ให้คุ้มค่า หรือซื้อโดยหวังว่าจะขายต่อได้ราคา?”
คำตอบของสองคำถามนี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ต่างกัน
🏭เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนใจ โรงงานและ Supplier ไทยต้องเปลี่ยนตาม
การแข่งขันระหว่าง EV กับ Hybrid ไม่ได้ส่งผลเฉพาะผู้ซื้อรถ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและ Hybrid ยังคงใช้ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ระบบเชื้อเพลิง และระบบส่งกำลังหลายประเภท
ขณะที่ EV ไม่จำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนเครื่องยนต์แบบเดิมจำนวนมาก
ในทางกลับกัน EV ต้องการแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงมากขึ้น
สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย หรือ Supplier การเปลี่ยนแปลงนี้จึงมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง
ผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์บางรายอาจเผชิญความต้องการที่ลดลงในระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการด้านโลหะ พลาสติก แม่พิมพ์ ระบบระบายความร้อน และอุปกรณ์ไฟฟ้า อาจมีโอกาสพัฒนาสินค้าใหม่
ข้อมูล BOI ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระบุว่า มีโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและกิจการเกี่ยวเนื่องรวม 189 โครงการ มูลค่าประมาณ 151,400 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสนใจลงทุน แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเงินลงทุนทั้งหมดเกิดขึ้นจริงแล้ว หรือ Supplier ไทยได้รับคำสั่งซื้อในสัดส่วนเดียวกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงประเทศไทยจะผลิต EV ได้กี่คัน แต่คือรถยนต์หนึ่งคันสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทยได้มากเพียงใด
หากรถยนต์ที่ผลิตในไทยต้องพึ่งพาชิ้นส่วนสำคัญจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ประเทศไทยอาจได้ประโยชน์จากการประกอบรถยนต์ แต่ไม่ได้รับมูลค่าจากห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด
ในทางกลับกัน หากผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและเข้าสู่ระบบจัดซื้อของผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ได้ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ก็อาจสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจ้างงานใหม่
สำหรับ Hybrid การเติบโตของตลาดอาจช่วยรักษาความต้องการชิ้นส่วนเครื่องยนต์บางกลุ่มในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวมากขึ้น
แต่เวลาที่เพิ่มขึ้นควรเป็นโอกาสในการพัฒนา ไม่ใช่เหตุผลให้หยุดเปลี่ยนแปลง
🎯 AUTOMOTIVE INSIGHT | ไทยควรเลือกข้าง หรือสร้างความแข็งแกร่งในทุกเทคโนโลยี?
การแข่งขันระหว่าง EV กับ Hybrid อาจทำให้หลายคนพยายามหาคำตอบว่าเทคโนโลยีใดจะเป็นผู้ชนะ
แต่สำหรับประเทศไทย คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็น เราจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแข่งขันได้ ไม่ว่าผู้บริโภคจะเลือกเทคโนโลยีใด?
ในมุม ผู้บริโภค การตัดสินใจควรเริ่มจากลักษณะ การใช้งานจริง ระยะทางต่อวัน ความพร้อมในการชาร์จ งบประมาณ และระยะเวลาที่ตั้งใจถือครองรถ
ผู้ที่มีบ้านพร้อมจุดชาร์จและเดินทางเป็นประจำอาจได้รับประโยชน์จาก EV อย่างชัดเจน ขณะที่ผู้เดินทางไกลบ่อยหรือไม่มีที่ชาร์จประจำอาจพบว่า Hybrid เหมาะสมกว่า
สำหรับ ผู้ผลิตรถยนต์ ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ บริการหลังการขาย อะไหล่ และการดูแลลูกค้าในระยะยาว
ส่วน ภาครัฐ ควรประเมินความสำเร็จของนโยบายยานยนต์จากหลายด้านควบคู่กัน ทั้งยอดผลิต การลงทุนที่เกิดขึ้นจริง การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ
สำหรับ Supplier ไทยสิ่งสำคัญคือการสำรวจความสามารถของตนเอง
และเริ่มพัฒนาชิ้นส่วนที่รองรับรถยนต์ยุคใหม่ โดยอาจร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานสนับสนุนด้านเทคโนโลยี
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องละทิ้งความแข็งแกร่งเดิมทั้งหมดเพื่อก้าวสู่อนาคต แต่ก็ไม่ควรยึดติดกับความสำเร็จในอดีตจนพลาดโอกาสใหม่
เพราะ อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย อาจไม่ได้ตัดสินจากการเลือกผู้ชนะระหว่าง EV กับ Hybrid แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวของทั้งระบบ
และท้ายที่สุด ผู้บริโภคอาจไม่ได้ต้องการรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด
แต่ต้องการรถที่ซื้อแล้วใช้ได้อย่างมั่นใจ ดูแลรักษาได้ และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
ขณะที่ประเทศไทยก็ต้องการมากกว่ายอดขายรถยนต์ที่เติบโต
เราต้องการโรงงานที่แข่งขันได้ ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีอนาคต แรงงานที่มีทักษะ และอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศอย่างยั่งยืน
ยอดขาย EV ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นข่าวดีของตลาด แต่จะเป็นข่าวดีของโรงงานและแรงงานไทยด้วยหรือไม่?
นี่คือคำถามที่ควรติดตามต่อไป
📌 NEXT EPISODE | ติดตามตอนต่อไป
EP.09 “ไทยยังเป็น Detroit of Asia หรือไม่?”
เมื่อฐานการผลิต การลงทุน การส่งออก และคู่แข่งในภูมิภาคกำลังเปลี่ยนไป ประเทศไทยจะยังรักษาสถานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของอาเซียนได้หรือไม่?
และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ คือชิ้นส่วนและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด?
วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569
ติดตามคำตอบใน AUTOMOTIVE INSIGHT | SPECIAL SERIES 2026
ซีรีส์เจาะลึกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ให้เรื่องรถยนต์เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้
โดย นฤดล ชิณวงษ์
และทีมงานแก่นออโต้ | ยุทธศาสตร์ออนไลน์
#AutomotiveInsight #SpecialSeries2026 #EVvsHybrid #รถยนต์ไฟฟ้า #รถไฮบริด #อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย #Supplierไทย #แก่นออโต้ #ยุทธศาสตร์ออนไลน์
แหล่งข้อมูลหลักที่ควรใช้ประกอบ
- ส.อ.ท. — รายงานอุตสาหกรรมยานยนต์เดือนสิงหาคม 2569 สำหรับยอดผลิต ยอดขาย และการเปลี่ยนแปลงของ BEV/HEV
- BOI — ยอดจดทะเบียน xEV และการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับการเชื่อมตลาดกับฐานการผลิต
- Deloitte Global Automotive Consumer Study 2026 สำหรับความต้องการและความกังวลของผู้บริโภค
- มุมมอง ส.อ.ท. ต่อความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สำหรับผลกระทบต่อการลงทุนและผู้ประกอบการ
ข้อควรระวังด้านข้อมูล: ยอดขายจาก ส.อ.ท. ยอดจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบก และผลสำรวจความตั้งใจซื้อ เป็นข้อมูลคนละประเภท ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบตรง ๆ โดยไม่อธิบายขอบเขต นอกจากนี้ตัวเลข BOI ของโครงการที่ได้รับส่งเสริมไม่เท่ากับเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด

