AUTOMOTIVE INSIGHT
SPECIAL SERIES 2026 | EP.03
EV จีนมาไทย…แล้วประเทศไทยได้อะไร?
เจาะลึกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย | ฉบับวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569
รถยนต์ไฟฟ้าจีนกำลังเปลี่ยนตลาดรถยนต์ไทยอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ราคาจับต้องได้ง่ายขึ้น โรงงานและเงินลงทุนใหม่ทยอยเข้ามา แต่คำถามสำคัญไม่ใช่แค่รถ EV ขายดีเพียงใด หากอยู่ที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนการเติบโตครั้งนี้ให้กลายเป็นงาน รายได้ เทคโนโลยี และอนาคตของอุตสาหกรรมไทยได้มากแค่ไหน?
จากการแข่งขันในโชว์รูม สู่การลงทุนในโรงงาน และโอกาสของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย นี่คือเรื่องที่ทุกคนควรรู้ แม้ไม่ได้อยู่ในวงการรถยนต์
🔴 01รถจีนขายดี แต่ไทยได้อะไร?
เมื่อไม่กี่ปีก่อน หากพูดถึงตลาดรถยนต์ไทย หลายคนคงนึกถึงรถยนต์ญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก
แต่วันนี้ภาพเริ่มเปลี่ยนไป
ชื่อของผู้ผลิตรถยนต์จากจีนอย่าง BYD, MG, GWM, GAC AION และ Changan กลายเป็นชื่อที่ผู้บริโภคไทยคุ้นเคยมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
การแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเรื่องราคาขาย แต่ขยายไปถึงเทคโนโลยี อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และการรับประกัน
ผู้ซื้อรถยนต์ในวันนี้จึงมีทางเลือกมากกว่ายุคที่ผ่านมา
📊 ตัวเลขอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคม 2569 ที่นำมาใช้ประกอบบทวิเคราะห์ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV มียอดขาย 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การผลิตรถยนต์นั่ง BEV ในประเทศไทยอยู่ที่ 13,126 คัน เพิ่มขึ้น 77.38%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสองเรื่องพร้อมกัน
เรื่องแรก คนไทยกำลังเปิดรับรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
เรื่องที่สอง ประเทศไทยกำลังเริ่มเปลี่ยนจากตลาดจำหน่ายรถไฟฟ้านำเข้า ไปสู่การเป็นฐานผลิตรถไฟฟ้าด้วย
แต่ยอดขายที่เติบโตไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับประโยชน์เต็มที่โดยอัตโนมัติ
เพราะรถยนต์หนึ่งคันไม่ได้มีเพียงโรงงานประกอบ แต่ยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วน วิศวกร แรงงาน ผู้จำหน่าย และธุรกิจอีกจำนวนมากอยู่เบื้องหลัง
❓ คำถามจึงไม่ใช่แค่ “รถจีนขายดีแค่ไหน?” แต่คือ “ประเทศไทยได้อะไรจากรถจีนที่ขายดี?”
🇨🇳 02 | WHAT’S HAPPENING — จากรถนำเข้า สู่โรงงานผลิตในไทย
การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์จีนในประเทศไทยมีความสำคัญมากกว่าการเปิดโชว์รูมใหม่
ในช่วงแรก รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นถูกนำเข้ามาจำหน่ายเพื่อสร้างตลาด โดยมีมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐช่วยให้ราคาจำหน่ายเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตบางรายจึงเริ่มลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทย
🏭 ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ BYD ซึ่งเปิดโรงงานที่จังหวัดระยองในปี 2567 รวมถึง GWM, GAC AION และ Changan ที่มีการลงทุนด้านการผลิตในประเทศไทย
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทาง แต่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค
ข้อมูล BOI ที่ระบุถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ตามชุดข้อมูลประกอบบทความนี้ ระบุว่า มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV และกิจการเกี่ยวข้องรวม 189 โครงการ มูลค่ากว่า 151,000 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมทั้งการผลิตรถยนต์ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ไม่ใช่เงินลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์จีนเพียงกลุ่มเดียว และไม่ใช่จำนวนเงินที่ลงทุนเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว
สิ่งสำคัญคือประเทศไทยกำลังเดินตามเส้นทาง
นำเข้ารถ → สร้างตลาด → ลงทุนตั้งโรงงาน → ผลิตในประเทศ → พัฒนาชิ้นส่วนและการส่งออก
อย่างไรก็ตาม การตั้งโรงงานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ โรงงานเหล่านี้จะใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยมากเพียงใด และจะสร้างงานที่มีทักษะสูงให้คนไทยได้มากแค่ไหน
🔍 03 ทำไมจีนจึงเลือกประเทศไทย?
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้ผลิตรถยนต์จีนจึงเข้ามาลงทุนในไทย ทั้งที่ยังมีประเทศอื่นในอาเซียนให้เลือก?
คำตอบไม่ได้มีเพียงมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล
ประเทศไทยมีรากฐานอุตสาหกรรมรถยนต์ที่สะสมมาหลายสิบปี ทั้งโรงงานประกอบรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ระบบขนส่ง บุคลากร และประสบการณ์ด้านการส่งออก
🇹🇭 สิ่งเหล่านี้เป็นข้อได้เปรียบที่ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งหรือสองปี
ผู้ผลิตรายใหม่สามารถเข้ามาต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์
นอกจากนี้ ไทยยังมีเครือข่ายผู้จำหน่ายและบริการหลังการขายที่ครอบคลุม รวมถึงนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
แต่การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนไม่ได้มีเพียงประเทศไทย
อินโดนีเซีย มีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบสำหรับแบตเตอรี่
มาเลเซีย มีความแข็งแกร่งด้านอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ เวียดนาม ก็กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของตนเอง
ดังนั้น การที่จีนเลือกไทยในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเลือกไทยตลอดไป
💡 ประเทศไทยต้องทำให้ผู้ลงทุนเห็นว่า การตั้งโรงงานในไทยไม่ได้คุ้มค่าเพียงเพราะได้รับสิทธิประโยชน์ แต่คุ้มค่าเพราะมีบุคลากร ชิ้นส่วน เทคโนโลยี และระบบการผลิตที่แข่งขันได้จริง
👨👩👧👦 04 ใครได้ประโยชน์ และใครต้องปรับตัว?
การเข้ามาของ EV จีนไม่ได้ส่งผลต่อผู้ผลิตรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค ผู้ประกอบการไทย และแรงงานจำนวนมาก
🚗 ผู้บริโภค — ได้ทางเลือก แต่ต้องมองไกลกว่าราคาป้ายแดง
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การแข่งขัน
ผู้บริโภคมีโอกาสซื้อรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทันสมัยในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ผลิตรายเดิมก็ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาลูกค้า
แต่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงมีอีกด้านหนึ่ง
ผู้ที่ซื้อรถไปก่อนอาจได้รับผลกระทบจากการปรับลดราคารถใหม่ ขณะที่ราคาขายต่อ ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ และธุรกิจสินเชื่อรถยนต์อาจเผชิญความไม่แน่นอน
อีกเรื่องที่ผู้ซื้อควรพิจารณาคือ บริการหลังการขาย ความพร้อมของอะไหล่ ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ และความสามารถในการดูแลรถระยะยาว รถราคาถูกในวันซื้อ ไม่ได้หมายความว่าจะมีต้นทุนการเป็นเจ้าของต่ำที่สุดเสมอไป
⚙️ ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย — โอกาสใหม่ที่มาพร้อมความเสี่ยง
นี่อาจเป็น กลุ่มที่ต้องปรับตัวมากที่สุด
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสร้าง เครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และชิ้นส่วนโลหะ
แต่รถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องใช้เครื่องยนต์แบบเดิม ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนบางประเภทมีแนวโน้มลดลง
ในทางกลับกัน ความต้องการชิ้นส่วนแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบควบคุม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับเพิ่มขึ้น
ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจึงต้องถามตัวเองว่า
สินค้าที่เราผลิตอยู่ในวันนี้ ยังเป็นสิ่งที่รถยนต์ในอีก 5–10 ปีข้างหน้าต้องการหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ผลิตชิ้นส่วนทุกรายจะต้องเปลี่ยนไปผลิตแบตเตอรี่หรือมอเตอร์
ผู้ผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างรถยนต์ ระบบช่วงล่าง เบาะนั่ง พลาสติก ยาง และชิ้นส่วนอื่น ๆ ยังมีโอกาสในรถยนต์ไฟฟ้า หากสามารถแข่งขันด้านคุณภาพ ต้นทุน และมาตรฐานได้
👷 แรงงานไทย — งานใหม่ต้องมาพร้อมทักษะใหม่
โรงงาน EV สามารถสร้างงานและความต้องการบุคลากรใหม่ได้ แต่ลักษณะงานอาจแตกต่างจากโรงงานรถยนต์แบบเดิม
แรงงานและวิศวกร จำเป็นต้องเรียนรู้ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง การควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบแบตเตอรี่ และระบบการผลิตอัตโนมัติ
การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ควรหมายถึงการรอให้แรงงานเดิมตกงานก่อนแล้วค่อยฝึกอาชีพใหม่
แต่ควร เริ่มพัฒนาทักษะตั้งแต่วันนี้
🔋 05 | AUTOMOTIVE INSIGHT — ไทยต้องได้มากกว่าโรงงานประกอบ
มองให้ลึกกว่ายอดขายและตัวเลขการลงทุน
หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดของ BOI คือ เงินลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมในอุตสาหกรรม EV และกิจการเกี่ยวข้อง ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีมูลค่า 151,372 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นกลุ่มสำคัญดังนี้
สัดส่วนเงินลงทุนที่ได้รับการส่งเสริม แยกตามกิจการ
แบตเตอรี่ 87,073 ล้านบาท
ผลิตรถ BEV 38,563 ล้านบาท
ชิ้นส่วนสำคัญ 12,558 ล้านบาท
กิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง 13,178 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนไม่ได้หยุดอยู่แค่การประกอบรถยนต์ แต่ขยายไปสู่แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญด้วย
อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมไม่ใช่ตัวเลขการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด และยังไม่สามารถใช้ยืนยันได้ว่าเทคโนโลยีหรือมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว
ประเด็นที่ประเทศไทยต้องติดตามต่อ มี 4 เรื่องสำคัญ
① จากโรงงานประกอบ สู่การผลิตชิ้นส่วนมูลค่าสูง
ประเทศไทยควรดึงการผลิตชิ้นส่วนสำคัญเข้ามาให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงนำเข้าชิ้นส่วนสำเร็จรูปมาประกอบเป็นรถยนต์
② จากผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิม สู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยุคใหม่
ภาครัฐและผู้ผลิตรถยนต์ควรช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME เข้าถึงคำสั่งซื้อ เทคโนโลยี และมาตรฐานของผู้ผลิตรายใหม่
ขณะนี้ BOI มีมาตรการจูงใจให้ผู้ผลิต BEV ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศไม่น้อยกว่า 40% ตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่ข้อบังคับว่ารถ BEV ทุกคันต้องมีชิ้นส่วนไทย 40%
BOI +1
③ จากแรงงานประกอบรถ สู่บุคลากรด้านเทคโนโลยี
ไทยควรเพิ่มการพัฒนาทักษะด้านวิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และการวิจัยพัฒนา เพื่อให้คนไทยมีบทบาทในงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
④ จากฐานผลิตเพื่อขายในประเทศ สู่ฐานส่งออก
ตลาดไทยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ รองรับกำลังการผลิตในระยะยาว
การผลักดันให้ไทยเป็นฐานส่งออก EV จึงสำคัญต่อการรักษาการจ้างงาน การใช้กำลังการผลิต และการเติบโตของผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ
💡 แล้วสรุปว่า EV จีนมาไทย เป็นบวกหรือลบ?
หากประเมินจากโอกาสทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในวันนี้ น่าจะให้ น้ำหนักไปทางเป็นโอกาสของประเทศไทยมากกว่า
เพราะการแข่งขันทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือก เกิดการลงทุนใหม่ และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยรักษาบทบาทฐานผลิตรถยนต์ในช่วงที่อุตสาหกรรมโลกกำลังเปลี่ยนแปลง
แต่ โอกาสไม่ได้หมายความว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นเอง
ประเทศไทยยังต้องพิสูจน์ ว่าเงินลงทุนเหล่านั้นสามารถสร้างงาน สร้างความรู้ และเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยได้มากเพียงใด
ในมุมของ AUTOMOTIVE INSIGHT ความสำเร็จของอุตสาหกรรม EV ไทยจึงไม่ควรวัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว
เราควรถามให้ลึกลงไปว่า…
- 🔹 ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่?
- 🔹 คนไทยได้เรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่มากขึ้นหรือไม่?
- 🔹 มูลค่าการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่?
- 🔹 โรงงานในไทยสามารถผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลกได้หรือไม่?
หากคำตอบเหล่านี้เป็นบวก การเข้ามาของ EV จีนก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย
🇹🇭 บทสรุป — ไม่สำคัญว่าใครชนะตลาด แต่ไทยต้องได้ประโยชน์
การแข่งขันระหว่างรถยนต์จีน ญี่ปุ่น ยุโรป หรือผู้ผลิตจากประเทศใดก็ตาม ย่อมมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้
แต่สำหรับประเทศไทย เราไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะให้ผู้ผลิตประเทศใดเป็นผู้ชนะ
สิ่งสำคัญกว่าคือ การสร้างเงื่อนไขให้ทุกการลงทุนและทุกการเติบโตของตลาด ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปพร้อมกัน
เพราะท้ายที่สุด…
“รถจีนอาจชนะตลาดไทย แต่ คำถามที่สำคัญกว่าคือ…ประเทศไทยจะชนะไปด้วยหรือไม่?”
🔜 06 | NEXT EPISODE
AUTOMOTIVE INSIGHT | SPECIAL SERIES 2026
EP.04 — EV 3.5: เงินสนับสนุนแลกกับอะไร?
เจาะนโยบายรัฐ ตั้งแต่การนำเข้า การกระตุ้นตลาด ไปจนถึงเงื่อนไขการผลิตในประเทศ
เมื่อรัฐบาลใช้เงินสนับสนุนเพื่อเร่งให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโต ผู้ผลิตรถยนต์ต้องทำอะไรเป็นการแลกเปลี่ยน?
แล้วเงินสนับสนุนที่มาจากภาครัฐ จะช่วยสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืนให้ประเทศไทยได้จริงหรือไม่?
ติดตาม EP.04 วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2569
AUTOMOTIVE INSIGHT — เพราะเรื่องรถยนต์ ไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก 🚘🇹🇭
ขอเอาใจช่วย 🇹🇭 นายนฤดล ชิณวงษ์ ทีมงานแก่นออโต้
ยุทธศาสตร์ออนไลน์ Automotive Insight
📚 แหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับเผยแพร่ท้ายบทความ
1. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) — ความคืบหน้าการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ณ 31 สิงหาคม 2569 จำนวน 189 โครงการ มูลค่า 151,372 ล้านบาท และข้อมูลจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 7 เดือนแรกของปี 2569
2. BOI — มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย (Local Content) — เกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนในประเทศและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ผลิต EV
อ่านรายละเอียดมาตรการ Local Content
3. BOI — มาตรการสนับสนุน SME ไทยและการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วน — การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตรายใหญ่
อ่านข่าวมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
4. BOI — ความคืบหน้ามาตรการ EV 3 และ EV 3.5 — การปรับเงื่อนไขผลิตชดเชยและมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม
5. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) — รายงานอุตสาหกรรมยานยนต์ เดือนสิงหาคม 2569
เว็บไซต์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
หมายเหตุการตรวจสอบข้อมูล: ตัวเลขยอดขาย BEV 19,721 คัน และการผลิต BEV 13,126 คัน ในเดือนสิงหาคม 2569 เป็นตัวเลขจากต้นฉบับที่ส่งมา ยังไม่สามารถยืนยันกับรายงานต้นทางของ ส.อ.ท. ได้ในการตรวจสอบครั้งนี้ จึงควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนเผยแพร่ ส่วนตัวเลข BOI ได้ตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลทางการแล้ว ทั้งนี้ปัจจุบันเป็นวันที่ 8 ตุลาคม 2569 จึงยังไม่สามารถยืนยันข่าวหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 ตุลาคมได้

