• อังคาร 18 สิงหาคม 2569 เวลา 09:18 น.

‘บางจาก’ เผย ไตรมาสแรกปีนี้ มีรายได้ 135,382 ล้านบาท

BREAKING NEWS INVESTMENT

กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2567 มีรายได้จากการขายและให้บริการ 135,382 ล้านบาท EBITDA 15,308 ล้านบาท มีกำไรสำหรับงวดส่วนของบริษัทใหญ่ 2,437 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.68 บาท

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ของปี 2567 ว่า ได้รับประโยชน์จากการ synergy ระหว่างกันภายในกลุ่มบริษัทบางจากและการขับเคลื่อนการเติบโตตามแผนธุรกิจและเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 135,382 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 คิดเป็น EBITDA รวม 15,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 จากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39 จากช่วงเดียวกันของปี 2566 และมีกำไรสำหรับงวดส่วนของบริษัทใหญ่ 2,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากไตรมาสก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.68 บาท

โดยในไตรมาส 1 ปี 2567 กลุ่มบริษัทบางจากได้เริ่มรับรู้ Synergy จากผลการดำเนินงานแล้วประมาณ 1,500 ล้านบาท (ธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ธุรกิจการตลาด โลจิสติกส์ และผลประโยชน์ร่วมกันผ่านการสนับสนุนด้านการบริหารงาน) โดยมุ่งมั่นที่จะผลักดันการทำ Synergy เพื่อบรรลุเป้าหมาย EBITDA Synergy (ก่อนหักภาษี) ไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาทในปีนี้และไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปีในปีต่อๆ ไป คาดว่าจะสามารถทำ Single Linear Program (LP) ได้ภายในครึ่งปีหลังของปีนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการกลั่นได้ดียิ่งขึ้นอีก และปรับเปลี่ยนป้ายในสถานีบริการได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ เมื่อช่วงต้นปี 2567 ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างหน่วยผลิต SAF แห่งแรกในประเทศไทยซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มผลิต SAF ได้ภายในไตรมาส 2 ปี 2568 โดยได้มีการดำเนินการจัดหาวัตถุดิบหลักในการผลิตผ่านโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” การรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว และร่วมมือกับซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น ในการจัดหาน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาสู่การผลิตและจำหน่าย (UCO-to-SAF) ขณะที่ได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับคอสโม ออยล์ และซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น ในด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ SAF

สำหรับไตรมาส 2 ของปี 2567 มีหลายประเด็นที่ต้องคอยจับตามอง ได้แก่ค่าการกลั่นที่ลดลงจากการชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อทั่วโลก การปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นพระโขนง และอุปสงค์ที่ลดลงตามฤดูกาล ซึ่งบริษัทฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการทำงาน และจะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องสู่ทศวรรษที่ 5 ในปี 2567 ตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยยึดมั่นในจุดยืนในการรักษาสมดุลในการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “Greenovate to Regenerate สมดุลธรรมชาติ สรรค์พลังไม่สิ้นสุด” และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions อย่างยั่งยืน