• ศุกร์ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14:52 น.

‘ขี้ข้าประชาชน’ วาทกรรมหรือพันธสัญญาการเมือง?

BREAKING NEWS POLITICAL

รังสิมันต์ โรม ประกาศไม่เป็นขี้ข้าผู้มีพระคุณ แต่ยอมเป็นขี้ข้าประชาชน หลังพรรคประชาชนเปิดรับบริจาคสนับสนุนการทำงานฝ่ายค้าน จุดข้อถกเถียงเรื่องเงินทุนพรรคการเมือง ความเป็นอิสระจากนายทุน และความโปร่งใสในการใช้เงิน เมื่อคำประกาศทางการเมืองต้องพิสูจน์ด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชน

คำว่า “ขี้ข้า” อาจเป็นถ้อยคำที่รุนแรงในทางการเมือง แต่เมื่อถูกนำมาใช้โดย นักการเมือง เพื่อประกาศว่าตนยอมรับใช้ประชาชน กลับกลายเป็นประเด็นที่ชวนตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนราษฎร เงินทุน และเจ้าของอำนาจอธิปไตย

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการเปิดรับบริจาคเงินของพรรคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยยืนยันว่า พรรคประชาชนอาศัยการสนับสนุนจากประชาชน ไม่ได้มีเงินเดือนพิเศษให้ สส. และไม่ต้องการพึ่งพาผู้มีพระคุณทางการเมือง

“เราไม่ได้เป็นขี้ข้าของผู้มีพระคุณใด เราเป็นขี้ข้าของพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้มีอำนาจตัวจริงของประเทศไทยประเทศนี้”

ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่พรรคประชาชนพยายามนำเสนอว่า พรรคการเมืองควรได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก แทนการพึ่งพาเงินทุนจากบุคคลหรือกลุ่มผลประโยชน์เพียงไม่กี่ราย

นายรังสิมันต์ อธิบายว่า พรรคการเมืองมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมหลายด้าน ไม่ได้จำกัดเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และตั้งคำถามถึงแหล่งที่มาของเงินทุนพรรคการเมืองว่า จะมาจากผลประโยชน์ที่ไม่ชอบ ผู้มีพระคุณ หรือการสนับสนุนของประชาชน โดยยืนยันว่าพรรคเลือกแนวทางสุดท้าย

แนวคิดดังกล่าวมี นัยสำคัญต่อโครงสร้างการเมืองไทย เพราะเงินทุนเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดความสามารถในการดำเนินกิจกรรมของพรรค ตั้งแต่การจัดองค์กร การสื่อสารกับประชาชน การพัฒนานโยบาย ไปจนถึงการเตรียมข้อมูลตรวจสอบฝ่ายบริหาร

การระดมทุนจากประชาชนจึงอาจช่วยกระจายฐานผู้สนับสนุนทางการเงิน และลดความจำเป็นในการพึ่งพาผู้บริจาครายใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าการระดมทุนรูปแบบนี้จะปราศจากคำถามเรื่องความโปร่งใส

ข้อถกเถียงเกิดขึ้นทันทีเมื่อพรรคประชาชนเปิดแคมเปญรับบริจาคเพื่อสนับสนุนการทำงานฝ่ายค้าน โดยมีผู้ตั้งคำถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหน้าที่ของ สส.ฝ่ายค้านอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องระดมทุนเพิ่มเติม และเงินที่ได้รับจะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมใดบ้าง

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เสนอให้ พรรคชี้แจงความจำเป็น วัตถุประสงค์ และงบประมาณที่ต้องใช้ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและสามารถตรวจสอบได้ ขณะที่ เสียงวิจารณ์จากสื่อการเมืองและอดีตสมาชิกพรรคบางรายก็ตั้งคำถามในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับรายละเอียดการใช้เงินบริจาค

คำถามเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการปฏิเสธหลักการระดมทุนจากประชาชน หากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบว่าพรรคการเมืองสามารถปฏิบัติตามหลักการที่ตนประกาศไว้ได้เพียงใด

ในอีกด้านหนึ่ง การระดมทุนจากผู้สนับสนุนรายย่อยก็มีเหตุผลรองรับ เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองนอกเหนือจากการเลือกตั้ง และอาจช่วยให้พรรคมีฐานรายได้ที่หลากหลายขึ้น

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้บริจาคไม่ได้เป็นหลักประกันความเป็นอิสระทางการเมืองโดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญอยู่ที่โครงสร้างเงินทุน สัดส่วนเงินบริจาคจากแต่ละกลุ่ม การเปิดเผยข้อมูล และการป้องกันไม่ให้ผู้สนับสนุนทางการเงินได้รับอภิสิทธิ์ในการกำหนดนโยบายหรือการตัดสินใจของพรรค

ภายใต้ กฎหมายพรรคการเมือง การรับบริจาคต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งเรื่องแหล่งที่มาของเงิน ข้อจำกัดการบริจาค และการเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย แต่การปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอต่อความคาดหวังของประชาชนในเรื่องความโปร่งใส

โดยเฉพาะพรรคที่ประกาศว่า ประชาชนคือผู้มีอำนาจตัวจริง ย่อมต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตั้งคำถามได้ว่า เงินที่บริจาคถูกใช้ไปอย่างไร มีผลลัพธ์อะไร และการสนับสนุนทางการเงินมีความสัมพันธ์กับการกำหนดทิศทางการเมืองของพรรคหรือไม่

มาตรฐานดังกล่าวควรใช้กับทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็น พรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้าน พรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนรายย่อย หรือพรรคที่มีผู้บริจาครายใหญ่ เพราะความโปร่งใสทางการเงินเป็นเงื่อนไขสำคัญของความเชื่อมั่นในระบบพรรคการเมืองโดยรวม

ประเด็นที่น่าพิจารณาอีกประการหนึ่งคือ ความหมายของคำว่า “ประชาชน” ในคำประกาศของนายรังสิมันต์

ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไม่ได้หมายถึงเฉพาะผู้เลือกพรรค ผู้บริจาคเงิน หรือผู้สนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น แต่ครอบคลุมประชาชนทุกคน รวมถึงผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างและผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พรรคอย่างตรงไปตรงมา

ดังนั้น การประกาศว่าตนรับใช้ประชาชนย่อมหมายถึงการยอมรับสิทธิของประชาชนทุกฝ่ายในการตรวจสอบ ตั้งคำถาม และเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้แทนราษฎร โดยไม่จำแนกว่าบุคคลนั้นอยู่ฝ่ายเดียวกันหรือไม่?

ความเป็นอิสระจากผู้มีพระคุณทางการเมืองจึงไม่ควรวัดจากคำประกาศหรือรูปแบบการรับบริจาคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากการตัดสินใจทางการเมือง การปฏิบัติหน้าที่ และความพร้อมที่จะยอมรับการตรวจสอบ แม้คำถามนั้นจะมาจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคก็ตาม

วลี “ขี้ข้าประชาชน” จึงมีความหมายมากกว่าถ้อยคำตอบโต้ทางการเมือง เพราะนำไปสู่คำถามพื้นฐานว่า พรรคการเมืองเป็นองค์กรของใคร? และผู้แทนราษฎรต้องรับผิดชอบต่อผู้ใด?

หากประชาชนคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริง การสนับสนุนทางการเงินก็ไม่ควรกลายเป็นเงื่อนไขในการเข้าถึงนักการเมือง และการไม่บริจาคเงินก็ไม่ควรทำให้ประชาชนมีสิทธิเรียกร้องความรับผิดชอบน้อยลง

ในทางกลับกัน พรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชนย่อมมีภาระต้องแสดงให้เห็นว่าเงินเหล่านั้นถูกใช้เพื่อกิจกรรมทางการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมาย มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

ท้ายที่สุด คำประกาศของนายรังสิมันต์อาจได้รับทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงตั้งคำถาม แต่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ใครเห็นด้วยกับถ้อยคำดังกล่าวมากกว่ากัน

สิ่งที่สังคมควรพิจารณาคือ นักการเมืองและพรรคการเมืองทุกฝ่ายสามารถทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเงินทุนกับอำนาจมีความโปร่งใสเพียงใด และประชาชนสามารถใช้อำนาจตรวจสอบผู้แทนของตนได้จริงหรือไม่?

นั่นเพราะการเป็นผู้แทนประชาชนไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเจ้านายกับขี้ข้า แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มอบอำนาจกับผู้ใช้อำนาจ ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบและตรวจสอบได้

และนั่นอาจเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญกว่าความคมของวาทกรรมทางการเมืองใดๆ.