• ศุกร์ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 02:02 น.

โซลาร์ประชาชน คุ้มค่าแค่ไหน?

BREAKING NEWS STRATEGIES

(ผ่อนด้วยค่าไฟได้จริงหรือ? ถอดตัวเลขบ้านค่าไฟ 4,000 บาท ลุ้นประหยัด 3.7 แสนใน 20 ปี)

 
“ปลัดฯลวรณ” เผยยอดลงทะเบียนโซลาร์ภาคประชาชนใกล้แสนราย ชูแนวคิดใช้เงินที่ประหยัดจากค่าไฟช่วยผ่อนค่าติดตั้ง 7 ปี ผอ.ออมสิน ยกตัวอย่างบ้านค่าไฟ 4,000 บาทอาจประหยัดสุทธิเดือนละ 799 บาทระหว่างผ่อน โดยเกือบทั้งหมดมาจากรายได้ขายไฟ ความคุ้มค่าจึงขึ้นอยู่กับว่าแต่ละบ้านใช้ไฟกลางวันแค่ไหน และเริ่มขายไฟได้เมื่อไร

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แถลงข่าวรายละเอียดและความคืบหน้า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดย ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า วานนี้ (5 พฤศจิกายน 2569) มีผู้ลงทะเบียนโครงการฯเข้าใกล้ 100,000 ราย พร้อมอธิบาย แนวคิดให้ครัวเรือนใช้เงินที่ประหยัดจากค่าไฟ มาช่วยผ่อนค่าติดตั้งในช่วง 7 ปีแรก เมื่อผ่อนหมด ประโยชน์จากค่าไฟที่ลดลงจะกลับมาที่ครัวเรือนมากขึ้น ส่วนในระดับประเทศ การผลิตไฟฟ้าใช้เองมีเป้าหมายช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน สนับสนุนค่าติดตั้งหลังละ 50,000 บาท ภายใต้กรอบเงินอุดหนุน 50,000 ล้านบาท โดยมี ธนาคารออมสิน ธอส. และ ธ.ก.ส. ร่วมให้สินเชื่อ เงินอุดหนุนช่วยลดต้นทุนตั้งต้น ส่วนคำถามที่แต่ละบ้านต้องตอบคือ เมื่อติดตั้งแล้ว ค่าไฟที่เหลือบวกค่างวด จะต่ำกว่าค่าไฟเดิมเดือนละเท่าไร

“โครงการนี้ รัฐบาลมองเป็นเรื่องของการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ขณะที่ภาคประชาชนเอง ก็ควรจะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับครอบครัวของตัวเองด้วยเช่นกัน” ปลัดกระทรวงการคลัง ย้ำ

แกะตัวเลข 799 บาท :

เอกสารที่ นายทรงพล แจกในวงสัมภาษณ์ ยกตัวอย่าง บ้านค่าไฟเดือนละ 4,000 บาท ติดโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์ สมมติว่าใช้ไฟที่ผลิตได้เอง 40% และขายส่วนเกิน 60% บ้านตัวอย่างลดค่าไฟได้ 1,176 บาท มีรายได้ขายไฟ 792 บาท และจ่ายค่างวด 1,169 บาท เมื่อคิดรวมกัน ภาระสุทธิเหลือ 3,201 บาทต่อเดือน ประหยัด 799 บาท ในช่วง 7 ปีแรก

หากบ้านตัวอย่างใช้ไฟจากแผงได้เท่าเดิม แต่ยังขายไฟไม่ได้ ค่าไฟที่ลดลง 1,176 บาทจะสูงกว่าค่างวดเพียง 7 บาทต่อเดือน ก่อนคิดค่าดูแลระบบ วันที่เริ่มขายไฟได้จริงจึงมีผลกับเงินที่เหลือในกระเป๋าพอ ๆ กับตัวเลขค่างวด

เมื่อผ่อนหมดและยังขายไฟได้ตามสมมติฐาน ผลประหยัดจะเพิ่มเป็น 1,968 บาทต่อเดือนในปีที่ 8–20 เมื่อรวมกับช่วง 7 ปีแรก คิดเป็น 374,124 บาทตลอด 20 ปี จาก 799 บาท × 84 เดือน และ 1,968 บาท × 156 เดือน ตัวเลขนี้รวมค่าไฟที่ประหยัดได้และรายได้ขายไฟหลังหักค่างวด ส่วนค่าล้างแผง ค่าเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์ และความผันผวนของไฟที่ผลิตได้ยังต้องพิจารณาแยกตามสภาพจริง

ไฟหน่วยเดียว มูลค่าต่างกัน :

ใน แบบจำลอง ของ ธนาคารออมสิน ชี้ว่า…ไฟที่ผลิตแล้วใช้เองกลางวันช่วยลดค่าไฟประมาณ 4.90 บาทต่อหน่วย เทียบกับราคาขายไฟส่วนเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย ดังนั้น บ้านที่ใช้ไฟกลางวันกับเครื่องปรับอากาศ ตู้แช่ หรือปั๊มน้ำ จึงมีโอกาสประหยัดมากกว่าบ้านที่ใช้ไฟหนักช่วงค่ำ แม้ค่าไฟก่อนติดตั้งจะใกล้กันก็ตาม

ส่วนค่าไฟ 3,000 บาทต่อเดือน ที่เอกสารแจกใช้เป็นคำถามคัดกรองความคุ้มค่าเบื้องต้น ต้องพิจารณาควบคู่กับช่วงเวลาที่ใช้ไฟและสภาพหลังคา

ดอกเบี้ยเท่ากัน ดูเงินจ่ายจริง :

โดยทั้ง ธนาคารออมสินและ ธอส. ได้เผยแพร่เงื่อนไขสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่ 2.50% ต่อปี นาน 7 ปี ทั้งนี้ ธอส. ยกตัวอย่างวงเงินกู้ 90,000 บาท ค่างวดประมาณ 1,200 บาทต่อเดือน และกำหนดให้ผู้ขอสินเชื่อระบุความประสงค์ขายไฟส่วนเกิน ขณะที่ ธนาคารออมสิน ระบุว่า…จะนำรายได้ขายไฟไปตัดเงินต้นก่อน

ตัวเลข 3,201 บาท ในเอกสารแจกจึงควรอ่านเป็น ภาระสุทธิตามแบบจำลอง ส่วนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนให้ดูจากบิลค่าไฟและตารางชำระหนี้ของธนาคาร

วัดผลที่บิลจริง :

ยอดลงทะเบียนใกล้แสนรายบอกได้ว่า…มีคนไทยสนใจเข้าร่วมโครงการนี้มากแค่ไหน? โดยขั้นต่อไป กระทรวงการคลังและธนาคารของรัฐ ควรเปิดตัวเลขว่า ยื่นกู้กี่ราย ผ่านกี่ราย ติดตั้งและเชื่อมระบบขายไฟแล้วกี่บ้าน?

พร้อมติดตามว่า…หลังรวมค่าไฟที่ยังต้องจ่าย ค่างวด ค่าดูแลระบบ และรายได้ขายไฟแล้ว ครัวเรือนแต่ละกลุ่มมีภาระลดลงจริงเท่าไร?

การเก็บข้อมูลให้ครบรอบฤดูกาลจะช่วยให้เห็นด้วยว่า ตัวเลขในเดือนแดดดีกับเดือนฝนตกต่างกันเพียงใด?

ดังนั้นก่อนเซ็นสัญญา ประชาชนไทย ควรมีโอกาสได้เห็นประมาณการจาก บิลและพฤติกรรมใช้ไฟของบ้านตัวเอง ส่วน ความคุ้มค่าของเงินอุดหนุนจะตอบได้จากบิลหลังติดตั้ง โดยเฉพาะใน ช่วง 7 ปีแรกที่ครัวเรือนยังต้องผ่อนทุกเดือน.