กกร.มองเวที IMF–World Bank เป็นโอกาสดึงการลงทุนระลอกใหม่ สร้างบทบาทไทยเป็น “Trusted Connector” ในห่วงโซ่อุปทานโลก ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 เป็น 2.4–2.6% หลัง MPI ใหม่ สะท้อนภาคผลิตโต แต่เตือนผลบวกยังกระจุกในกลุ่มเทคโนโลยี หนุนภาษีรถนำเข้า BEV–REEV 35% หวังจูงใจลงทุนผลิตในประเทศ ขณะที่โจทย์สำคัญคือทำให้เม็ดเงิน งาน และมูลค่าเพิ่มกระจายถึงธุรกิจไทย
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลีอิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ นายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ร่วมแถลงข่าวประจำเดือนประจำเดือนพฤศจิกายน 256 โดยประเมินว่า การประชุม IMF–World Bank Group ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็นโอกาสต่อยอดความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนระยะยาว

ทั้งนี้ ไทยควรใช้จุดแข็งด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และพลังงานสะอาด ก้าวสู่บทบาท “Trusted Connector” หรือจุดเชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand ผ่านกลไกความร่วมมือรัฐและเอกชน
ดร.พจน์ เคยระบุว่า…เวที IMF–World Bank ไม่ควรสร้างเพียงเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงจัดงาน แต่ต้องต่อยอดเป็นความเชื่อมั่น การลงทุน และงานคุณภาพสูง โดยเสนอให้ไทยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุนไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับผู้ประกอบการและทักษะแรงงาน ตลอดจนเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและดิจิทัล
จากข้อมูลที่ กกร. แถลง ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เติบโต 2.6% โดย กลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขยายตัว 18.9% ทำให้ กกร. ปรับคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็น 2.4–2.6% จากเดิม 2.1–2.5% พร้อม ปรับประมาณการส่งออกเป็น 18–22% และเงินเฟ้อเป็น 2.1–2.5%

อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่ดีขึ้น ต้องอ่านควบคู่กับการปรับปรุงวิธีและขอบเขตข้อมูล MPI ซึ่งเพิ่มรายการผลิตภัณฑ์และโรงงานในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ให้สะท้อนโครงสร้างการผลิตยุคใหม่มากขึ้น การปรับข้อมูลทำให้ภาพภาคผลิตสอดคล้องกับการส่งออกได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่ารายได้หรือมูลค่าเพิ่มจะกระจายเข้าสู่เศรษฐกิจไทยในสัดส่วนเดียวกัน
ทั้งนี้ ความกังวลหลักของ กกร. คือ…การเติบโตแบบ K-shape: กลุ่มเทคโนโลยี AI และ Data Center ขยายตัวรวดเร็ว แต่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูงราว 60% ขณะที่ ธุรกิจดั้งเดิมและ SMEs ยังเผชิญกำลังซื้ออ่อนแอและการแข่งขันสูง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางพิมพ์ใจ เคยชี้ว่า…อุตสาหกรรมดั้งเดิมและ SMEs ยังติดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี กฎเกณฑ์คาร์บอน และการแข่งขันด้านราคา พร้อมเสนอให้เร่งเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยี การค้าและการลงทุน ทักษะแรงงาน และสิ่งแวดล้อม
ดังนี้ โจทย์ใหญ่ จึงไม่ใช่เพียง…ดึงทุนเข้ามา แต่ต้องเชื่อมการลงทุนใหม่กับผู้ผลิตและแรงงานไทย เพิ่มการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศ พัฒนาทักษะให้ตรงกับงาน และเปิดทางให้ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน หากทำได้ การเติบโตของกลุ่ม K ขาบนก็มีโอกาสส่งแรงต่อไปยังธุรกิจวงกว้างมากขึ้น

นอกจากนี้ กกร. ยังสนับสนุนการปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ BEV และ REEV นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) เป็น 35% โดยเห็นว่า…เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตลงทุนและผลิตในประเทศ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสูง ทั้งในด้านมูลค่าการผลิต การจ้างงาน และเครือข่าย SMEs
รัฐบาลระบุว่า…อัตราใหม่จะเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2570 โดย BEV นำเข้าปรับจาก 10% และ REEV จาก 15% เป็น 35% เป้าหมายคือเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการผลิตหรือประกอบชิ้นส่วนสำคัญในไทย เสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และผลักดันไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า
ทั้งนี้ กกร. คาดว่า…มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตไม่น้อยกว่า 7% ในปี 2570 และเพิ่มการผลิตรถยนต์ในประเทศสู่ 1.55 ล้านคันต่อปี พร้อมดึงการลงทุนด้านชิ้นส่วนมูลค่าสูงและศูนย์วิจัยพัฒนา
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายและความคาดหวังของภาคเอกชน ผลสำเร็จยังขึ้นกับว่าค่ายรถจะลงทุนจริงเพียงใด? มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือไม่? และผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจะได้งานในสัดส่วนเท่าใด?
อีกประเด็นที่ต้องติดตาม นั่นก็คือ…การจัดการช่วงเปลี่ยนผ่านให้ชัดเจน ทั้งรายละเอียดการใช้ภาษีต่อรถแต่ละประเภท ผลต่อราคาและทางเลือกของผู้ซื้อ ตลอดจน เงื่อนไขที่ทำให้ผู้ผลิตมีแรงจูงใจลงทุนระยะยาว หากภาษีช่วยเร่งการตั้งฐานผลิต สร้างงาน และเพิ่มมูลค่าในประเทศได้จริง
สิ่งเหล่านี้ ก็จะเป็น “แรงส่ง” ให้อุตสาหกรรมเดิมก้าวสู่เทคโนโลยีใหม่ แต่หากการลงทุนและการเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยไม่เกิดตามเป้า ภาระจากมาตรการอาจตกกับผู้บริโภค โดยผลต่อเศรษฐกิจในประเทศมีจำกัด
ดังนั้น ความท้าทายร่วมของข้อเสนอ กกร. จึงอยู่ที่การเปลี่ยน “โอกาสลงทุน” ให้เป็นผลลัพธ์ที่ตรวจวัดได้ ทั้งเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริง การจ้างงานและทักษะแรงงานไทย สัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ และการเข้าถึงโอกาสของ SMEs
การเติบโตจะทั่วถึงขึ้นได้ ต่อเมื่อ…การลงทุนใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มในไทยและส่งต่อประโยชน์ไปถึงธุรกิจและแรงงานในวงกว้างกว่าเดิม!!!.


