• อาทิตย์ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14:30 น.

รัฐบาลเสียงแน่น! แต่ ‘ศรัทธามหาชน’ ยังบาง?

BREAKING NEWS POLITICAL

สวนดุสิตโพลสะท้อน “ความเชื่อมั่น” ทางการเมืองของ “รัฐบาลอนุทิน” ยังต่ำ แม้นโยบายช่วยค่าครองชีพได้รับความนิยม ขณะที่ “อนุทิน” ยืนยัน! รัฐบาลมีเสถียรภาพ “ศึกซักฟอก” จึงต้องวัดทั้งเสียงในสภา คุณภาพคำตอบ และหลักฐานของฝ่ายค้าน

“คำยืนยัน…ข้ามประเทศ” จากภูฏาน ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ว่า…รัฐบาลยังมีเสถียรภาพ ถือเป็น…การส่งสัญญาณความมั่นใจต่อความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาลก่อนเข้าสู่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม จาก…ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม 2569 สะท้อนว่า…ความมั่นคงของเสียงสนับสนุนในสภากับความเชื่อมั่นของประชาชน เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องบริหารควบคู่กัน

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 2,036 คน ทั้งออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 27–30 ตุลาคม พบ…ดัชนีการเมืองไทยอยู่ที่ 3.52 จากคะแนนเต็ม 10 ลดลงจากเดือนกันยายนที่ 3.56 ขณะที่คำตอบว่า…“ไม่มี” นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลคนใดมีบทบาทโดดเด่น อยู่ที่ 33.18% รองลงมาคือนายอนุทิน 20.12%  

การลดลง 0.04 คะแนน ยังไม่ควรถูกตีความว่า…เป็นความเปลี่ยนแปลงรุนแรง โดยไม่มีข้อมูลความคลาดเคลื่อนของผลสำรวจประกอบ ส่วนสัดส่วนผู้ตอบว่า…“ไม่มี” ก็เป็น…คำตอบเรื่องบุคคลที่โดดเด่น มิใช่คะแนนไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ระดับคะแนนภาพรวม มันได้บ่งชี้ว่า…ทุกฝ่ายยังมีภารกิจสร้างความเชื่อมั่นอีกมาก!

สิ่งที่น่าสนใจ คือ…“ไทยช่วยไทย พลัส” ได้สัดส่วนสูงสุด 50.30% ในคำถามเรื่อง “ผลงานรัฐบาล” ที่ชื่นชอบ มันได้สะท้อนว่า…มาตรการช่วยภาระรายจ่ายยังได้รับการตอบรับ แต่ความนิยมต่อนโยบายหนึ่งไม่ได้เปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นต่อการบริหารทุกด้านโดยอัตโนมัติ  

ช่องว่างนี้ ถือเป็น…โจทย์เชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล นั่นเพราะ…ประชาชนไทยสามารถจะมองเห็นประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือ พร้อมกับ ยังไม่พอใจการแก้ปัญหาเรื่องอื่นได้ ดังนั้น การต่อยอดคะแนนนโยบายจึงต้องอาศัยผลลัพธ์ต่อเนื่อง ทั้งรายได้ โอกาสทำงาน และภาระค่าใช้จ่าย รวมถึง การตอบข้อสงสัยเรื่องประสิทธิภาพและความโปร่งใส

ขณะเดียวกัน ผลงานฝ่ายค้าน ซึ่งได้คะแนนสูงสุดในบรรดาตัวชี้วัดที่สำรวจ อยู่ที่ 4.30 จากคะแนนเต็ม 10 ก็สะท้อนว่า…ฝ่ายตรวจสอบยังต้องพิสูจน์ตัวเองเช่นกัน

การได้คะแนนสูงกว่าเรื่องอื่น ยังไม่ใช่หลักฐานว่าประชาชนมอบความไว้วางใจอย่างเต็มที่!!??  

ภาพการเมืองที่ปรากฏ! จึงเป็น…การแข่งขันสร้างความน่าเชื่อถือของทั้ง 2 ฝ่าย โดย รัฐบาลจะต้องทำให้เห็นว่าบริหารได้ผลและพร้อมรับผิดชอบ ส่วน ฝ่ายค้านต้องทำให้เห็นว่าการตรวจสอบช่วยเปิดเผยข้อเท็จจริงและนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง

ทั้งนี้ นายอนุทิน ยืนยันว่า…ไม่ได้หลีกเลี่ยงสภา โดยระบุว่า…เคยกำชับรัฐมนตรีให้อยู่พร้อมรับการอภิปราย แต่การกำหนดเวลายังไม่ลงตัว พร้อมอธิบายว่า…การเดินทางต่างประเทศเป็นภารกิจสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และไม่กังวลว่าฝ่ายค้านจะเลือกอภิปรายรัฐมนตรีคนใดหรือเว้นใคร

คำชี้แจงดังกล่าว! ถือเป็น “จุดยืน!” ของฝ่ายบริหาร

แต่เมื่อ “ข้อกล่าวหา” เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่จะสร้าง ความเชื่อมั่น ก็คือ…คำตอบที่ตรงประเด็น เอกสารที่ตรวจสอบได้ และความชัดเจนว่าใครรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ

การยืนยันว่า…มีผลงานด้านหนึ่ง ไม่อาจตอบข้อสงสัยอีกด้านได้ทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมทั้งข้อมูลผลงานและคำชี้แจงรายประเด็น

ฝ่ายค้านก็มีภาระในระดับเดียวกัน ต้องแยกความเห็นต่างเชิงนโยบาย ความบกพร่องในการบริหาร และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตให้ชัด เพราะแต่ละเรื่องต้องการหลักฐานต่างกัน

ดังนั้น น้ำหนักของการอภิปราย จึงขึ้นอยู่กับความเชื่อมโยงระหว่างข้อกล่าวหา เอกสาร บุคคล และการใช้อำนาจ มากกว่าความร้อนแรงของถ้อยคำ

ส่วนกระแสข่าวเรื่อง…การแลกเสียงโหวตกับการพิจารณาคำร้องของนายทักษิณ ชินวัตร ยังต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า…นายทักษิณสามารถใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมายโดยไม่จำเป็นต้องแลกเสียงโหวต และหากมีการต่อรองเช่นนั้นเกิดขึ้นจริงก็ยอมรับไม่ได้

คำกล่าวนี้ จึงเป็นการ…ตอบกระแสข่าว มิใช่การยืนยันว่า…มีข้อตกลงเกิดขึ้น!  

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ย้ำให้ฟังหูไว้หู เพราะข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน พร้อมระบุว่า…หน้าที่ฝ่ายค้านคือการนำเสนอพยานหลักฐานต่อสภา

ดังนั้น ข่าวลือเรื่องอำนาจต่อรองควรเป็นประเด็นติดตาม มากกว่าถูกใช้เป็นข้อสรุปล่วงหน้าว่าฝ่ายใดแทรกแซงหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2569 รัฐบาลจึงต้องรักษาความร่วมมือเพื่อเดินหน้านโยบาย พร้อมเปิดพื้นที่ให้การตรวจสอบทำงานได้

ส่วนฝ่ายค้านต้องเปลี่ยนข้อมูลที่มีให้เป็นหลักฐานซึ่งประชาชนเข้าใจและตรวจสอบต่อได้ การลงมติจะบอกทิศทางเสียงในสภา แต่เหตุผลประกอบการลงมติจะมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของแต่ละพรรคด้วย

หากรัฐบาลผ่านศึกซักฟอกแต่คำถามสำคัญยังไม่ได้รับคำตอบ ความกังขาก็อาจติดตามไปถึงปี 2570 ขณะเดียวกัน หากฝ่ายค้านสร้างความสนใจได้มากแต่พิสูจน์ข้อกล่าวหาไม่ได้ ความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบก็อาจเสียหาย

เสียงในสภาช่วยให้รัฐบาลบริหารต่อได้ ส่วนความเชื่อมั่นต้องสร้างด้วยผลงานและความรับผิดชอบ ศึกซักฟอกจะมีคุณค่าต่อประชาชนคนไทยเพียงใด?

ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับว่า…หลังการอภิปราย ประเทศได้รับข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้น ปัญหาได้รับการแก้ไข และผู้ใช้อำนาจพร้อมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน? เพียงใด?.