(‘ส่งออก–สินค้าทุน’ เร่งตัว สวนทาง ‘ท่องเที่ยว–ก่อสร้าง’ จับตา! ‘นโยบายคลัง’ เชื่อมเศรษฐกิจ 2 ขั้ว)
กระทรวงการคลัง ส่งสัญญาณสะท้อนเศรษฐกิจไทย เติบโตไม่ทั่วถึง “ส่งออก–ลงทุนเครื่องจักร” ขยายตัว แต่ “ท่องเที่ยว–ก่อสร้าง” ยังอ่อนแอ จับตา! 2 เดือนสุดท้ายปี 2569 ชี้! เป็นช่วงทดสอบแรงส่ง ก่อนเข้าสู่ปี 2570 แนะไทยต้องเปลี่ยนการลงทุนเทคโนโลยี ให้เป็นผลิตภาพ งาน และโอกาสของธุรกิจไทย
แรงส่งต่างจังหวะ :
เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ 2 เดือนสุดท้ายของปี 2569 ท่ามกลาง “สัญญาณบวก” จากการส่งออกและการลงทุนเครื่องจักร แต่ข้อมูลอีกด้านสะท้อนว่า…ภาคท่องเที่ยว ก่อสร้าง และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยังเผชิญแรงกดดัน
ดังนั้น ความท้าทายจึงอยู่ที่การประคองกิจกรรมที่อ่อนแอ พร้อมเตรียมให้การลงทุนใหม่สร้างผลต่อเนื่องในปี 2570
นายปัณณ์ อนันอภิบุตร ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะ รองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผย รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกันยายน 2569 ว่า…เศรษฐกิจได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการบริโภคสินค้าคงทน ขณะที่การท่องเที่ยวยังชะลอตัว และต้องติดตามราคาพลังงาน ตลาดการเงิน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจ กระทบห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนผลิต และการเติบโตของไทย
ตัวเลขเด่น คือ ส่งออกเดือนกันยายนมีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 หาก “หัก” สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ยังขยายตัว 28.2% ขณะที่ ปริมาณนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มถึง 83.4%
แต่รถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ลดลง 3.5% ปูนซีเมนต์ลดลง 4.6% และนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 2 ล้านคน ลดลง 10.5% ภาพเหล่านี้ชี้ว่า…แรงขับเศรษฐกิจยังขยายตัวด้วยความเร็วต่างกันมาก

เทคโนโลยีต้องต่อยอด :
สินค้าส่งออกที่เติบโตสูง ได้แก่ โทรศัพท์และส่วนประกอบเพิ่ม 117.5% คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบเพิ่ม 59.4% และแผงวงจรไฟฟ้าเพิ่ม 45.9% อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ยังไม่แยกว่าส่วนใดเกี่ยวข้องกับ AI จึงไม่ควรนับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเป็นการส่งออก AI
โจทย์เชิงโครงสร้าง ก็คือ ยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศเพียงใด หลังหักวัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้า และเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยผ่านการจัดซื้อ การจ้างงาน การพัฒนาทักษะ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน?
เดือนเดียวกัน มูลค่านำเข้าสินค้าเพิ่ม 50.4% และขาดดุลการค้า 5.9 พันล้านดอลลาร์ การนำเข้าเร่งตัวอาจรองรับกำลังผลิตในอนาคต แต่ต้องติดตามว่า…เครื่องจักรและอุปกรณ์จะเริ่มเดินเครื่องเมื่อใด? และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในประเทศอย่างไร?
แนวนโยบายของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้ความสำคัญกับจุดนี้ โดยในการหารือร่วมกับ “รัฐมนตรีคลังจีน” ระหว่างเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้เน้นการลงทุนที่สร้างงาน เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยี ควบคู่การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นัยเชิงนโยบาย จึงอยู่ที่การ “วัดผล” ให้พ้นจากยอดลงทุนและยอดส่งออก ไปถึง จำนวนผู้ผลิตไทยที่เข้าร่วมธุรกิจ มูลค่าจัดซื้อในประเทศ และทักษะที่แรงงานได้รับจริง
อ่านความเสี่ยงรูปตัว K :
ข้อมูล สศค. เปิดพื้นที่ให้วิเคราะห์ความเสี่ยงของเศรษฐกิจรูปตัว K หรือการฟื้นตัวที่บางส่วนเดินหน้าขึ้น ขณะที่อีกส่วนยังอ่อนแอ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า…ธุรกิจใหญ่ทั้งหมดเติบโต และรายย่อยทั้งหมดตกต่ำ
แม้รถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่เพิ่ม 27.4% และจักรยานยนต์เพิ่ม 11.6% แต่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดจาก 53.2 เหลือ 52.1 การซื้อสินค้าบางหมวดจึงยังใช้ยืนยันความแข็งแรงของกำลังซื้อทั้งระบบไม่ได้
ขณะเดียวกัน ผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่ม 2% แต่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่ม 10.5% และราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่ม 6.8% ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องชี้ต่างประเภทกัน ทว่าสะท้อนประเด็นที่ต้องตรวจต่อว่า…ธุรกิจสามารถเพิ่มยอดขายและผลิตภาพได้ทันแรงกดดันต้นทุนหรือไม่ โดยเฉพาะกิจการที่เข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีได้จำกัด
หากกิจการกลุ่มหนึ่งลงทุนลดต้นทุนได้รวดเร็ว ขณะที่อีกกลุ่มแบกรับต้นทุนสูงและปรับตัวล่าช้า ช่องว่างการแข่งขันก็มีโอกาสกว้างขึ้นในปีหน้า!!!
นโยบายต้องเชื่อม 2 ขั้ว :
ดร.เอกนิติ กล่าวบน เวที World Bank Flagship เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ถึงการใช้ AI เพื่อยกระดับงานเดิม สร้างงานใหม่ และขยายโอกาส โดยแนวทางหนึ่ง คือ…เชื่อมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์กับการพัฒนาทักษะผ่าน SkillBridge พร้อมลดต้นทุนการเข้าถึง AI สำหรับ SMEs และสตาร์ตอัป อีกด้านมุ่งช่วยแรงงานและธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทัน
สำหรับ การปฏิบัติ ความสำเร็จต้องสะท้อนผ่านการเข้าถึงเครื่องมือของกิจการขนาดเล็ก การฝึกทักษะที่นำไปใช้ทำงานได้ และต้นทุนดำเนินธุรกิจที่ลดลงจริง จึงจะช่วยให้การลงทุนเทคโนโลยีเชื่อมกับเศรษฐกิจวงกว้างขึ้น
ด้านการคลัง รัฐบาลกำหนดเป้าหมาย เบิกจ่ายปีงบประมาณ 2570 โดย รายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 75% รายจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า 93% และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน เพื่อเร่งให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
แต่การเร่งเบิกจ่าย ควรเดินคู่คุณภาพโครงการและโอกาสเข้าถึงงานของผู้ประกอบการ นั่นเพราะ…เงินที่ออกจากคลังจะสร้างแรงส่งได้มากเพียงใด? ยังขึ้นอยู่กับการจัดซื้อ การจ้างงาน และประโยชน์ของโครงการต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป
2 เดือนวัดแรงส่ง :
2 เดือนที่เหลือของปี 2569 (พฤศจิกายน–ธันวาคม) จึงมี “3 จุด” ที่ต้องจับตาแบบไม่กระพริบตา ได้แก่…
1.ความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อส่งออก
2.การฟื้นของรายรับท่องเที่ยวช่วงปลายปี
และ 3.ความคืบหน้าเบิกจ่ายต้นปีงบประมาณใหม่ โดยมีพลังงานและการขนส่งเป็นความเสี่ยงร่วม
รายงาน สศค. ยังระบุถึง…รายจ่ายรวมภาครัฐเดือนกันยายนลดลง 21.6% แม้ยอดทั้งปีงบประมาณยังเพิ่ม 5.3% จึงต้องตรวจจังหวะเบิกจ่ายและฐานเปรียบเทียบก่อนสรุป ว่า…แรงส่งรัฐลดลง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวทำให้การติดตามเม็ดเงินจริงในช่วงปลายปีมีความสำคัญมากขึ้น
ส่วน ภาคการท่องเที่ยว จึงต้องดูทั้ง…จำนวนคน รายรับ และการกระจายรายได้ เพราะ…ผู้เดินทางเพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ช่วยทุกพื้นที่และทุกขนาดกิจการเท่ากัน
ปี 70 บททดสอบคุณภาพ :
ในเชิงคาดการณ์…หาก สินค้าทุนที่นำเข้าเริ่มสร้างกำลังผลิต ส่งออกยังต่อเนื่อง ท่องเที่ยวฟื้น และภาครัฐลงทุนได้ตามแผน? ใน…ปี 2570 ก็มีโอกาสเห็นแรงขับเศรษฐกิจที่หลากหลายขึ้น!
อย่างไรก็ดี บางโครงการอาจต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีกว่าจะสร้างผลผลิตเต็มที่
หากการลงทุนยังเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยได้จำกัด ขณะที่ ธุรกิจเดิมเผชิญต้นทุนสูงและเข้าถึงทุนยาก เศรษฐกิจก็อาจขยายตัวพร้อมช่องว่างระหว่างกิจการที่กว้างขึ้น ส่วนความผันผวนพลังงานและมาตรการการค้าอาจทำให้การลงทุนบางส่วนล่าช้าได้
2 เดือนท้ายปีนี้ จึงเป็นช่วง…ตรวจความต่อเนื่องของแรงส่งในปีหน้า
ส่วนปี 2570 จะทดสอบความสามารถของนโยบายเศรษฐกิจและการคลั งในการเชื่อมอุตสาหกรรมใหม่ ธุรกิจเดิม และแรงงานไทยเข้าด้วยกัน
เพื่อให้…การเปลี่ยนผ่านได้สร้างโอกาสที่ประชาชนคนไทยสามารถจะเข้าถึงได้จริงๆ!!!.

