Krungthai COMPASS ประเมินตลาดอาหารแคลอรีต่ำไทยมีโอกาสขยาย 2.6 เท่า แตะ 1,694 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578 ชูโปรตีนบาร์–ขนมขบเคี้ยวโภชนาการสูงเป็นกลุ่มเด่น แนะผู้ประกอบการไทยลงทุนวิจัย ต่อยอดวัตถุดิบและรสชาติ สร้างมูลค่าเพิ่มรับกระแสดูแลสุขภาพระยะยาว พร้อมพัฒนาสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคได้จริง
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS โดย อภินันทร์ สู่ประเสริฐ และ กฤชนนท์ จินดาวงศ์ เผยแพร่บทวิเคราะห์ “Low Calorie Lifestyle โอกาสสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหารไทย” โดยระบุว่า กระแสอาหารแคลอรีต่ำกำลังขยายจากตลาดเฉพาะของผู้ต้องการลดน้ำหนัก สู่ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกันและการมีช่วงชีวิตที่สุขภาพดีนานขึ้น เปิดโอกาสให้ธุรกิจอาหารไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างรายได้จากตลาดสุขภาพ

Krungthai COMPASS ประเมินในกรณีฐานว่า ตลาดอาหารแคลอรีต่ำของไทยมีโอกาสเพิ่มจากประมาณ 651 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เป็น 1,694 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578 หรือมีขนาดประมาณ 2.6 เท่าของปีฐาน คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการภายใต้สมมติฐานของรายงาน ไม่ใช่มูลค่าตลาดที่เกิดขึ้นแล้ว
แรงสนับสนุนสำคัญมาจากปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ความสนใจควบคุมอาหารที่เพิ่มขึ้นตามกระแสยากลุ่ม GLP-1 การเข้าถึงเทคโนโลยีติดตามสุขภาพ ตลอดจน ทิศทางส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันและเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) ซึ่งช่วยขยายความสนใจจากการนับแคลอรีไปสู่การเลือกอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการเหมาะสม
รายงานมองว่า โอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะต่อไปอยู่ที่แนวคิด “Low Calorie + High Nutrition” หรือแคลอรีต่ำควบคู่โภชนาการสูง โดยเฉพาะโปรตีนบาร์และขนมขบเคี้ยวแคลอรีต่ำ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 14% และ 14.6% ต่อปี ตามลำดับ ในช่วงปี 2568–2578
สินค้า 2 กลุ่มดังกล่าว ยังมีศักยภาพตั้งราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 25–30% ตามการประเมินของรายงาน อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างราคานี้ไม่ได้หมายถึงอัตรากำไรที่ผู้ประกอบการจะได้รับโดยอัตโนมัติ เพราะยังขึ้นกับต้นทุนวัตถุดิบ การวิจัย บรรจุภัณฑ์ การตลาด และช่องทางจำหน่าย
สำหรับ ผู้ประกอบการไทย โอกาสจึงครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม โรงงานรับจ้างผลิต ผู้พัฒนาส่วนผสม ไปจนถึง ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และช่องทางจำหน่าย โดยสามารถ นำความเชี่ยวชาญด้านอาหารมาต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพ พร้อมรักษารสชาติและความสะดวกในการบริโภค

แนวทางที่น่าพัฒนาต่อ ได้แก่ ขนมจากธัญพืชและถั่วที่ควบคุมพลังงาน อาหารว่างเพิ่มโปรตีน และอาหารพร้อมรับประทานที่กำหนดปริมาณต่อมื้อชัดเจน โดยการใช้วัตถุดิบไทยต้องพิจารณาทั้งคุณค่าทางโภชนาการ คุณภาพที่สม่ำเสมอ และต้นทุน เพื่อให้เกิดโอกาสเชื่อมโยงรายได้ไปถึงผู้ผลิตวัตถุดิบในประเทศด้วย
ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเริ่มจากสินค้าจำนวนน้อย ทดลองตลาดกับกลุ่มเป้าหมาย เก็บข้อมูลรสชาติ ราคาที่ยอมรับได้ และการซื้อซ้ำ ก่อนเพิ่มกำลังผลิต ส่วนธุรกิจที่ยังไม่มีทีมวิจัยอาจร่วมมือกับมหาวิทยาลัย นักวิทยาศาสตร์อาหาร หรือโรงงานรับจ้างผลิต เพื่อลดข้อจำกัดด้านการพัฒนาสูตรและการลงทุนเริ่มต้น
หัวใจการแข่งขัน คือ ทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าที่ชัดเจน การลดแคลอรีเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากสินค้าไม่อร่อย ราคาเกินกำลังซื้อ หรือไม่สะดวกต่อชีวิตประจำวัน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรพัฒนาทั้งสูตร ขนาดบรรจุ และระดับราคาให้เหมาะกับตลาดที่เลือก พร้อมตรวจวิเคราะห์โภชนาการและตรวจสอบข้อกำหนดฉลากก่อนใช้ข้อความกล่าวอ้างด้านสุขภาพ
Krungthai COMPASS เสนอให้ธุรกิจแข่งขันด้วยคุณค่าทางโภชนาการ พัฒนาสินค้าพรีเมียมและอาหารที่ตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน ควบคู่การลงทุนด้านนวัตกรรม งานวิจัย และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว
ทิศทางดังกล่าว เปิดทางให้ธุรกิจอาหารไทยเพิ่มมูลค่าจากความสามารถเดิม ทั้งการผลิต การแปรรูป และการพัฒนารสชาติ โดยโอกาสจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมเมื่อสามารถเปลี่ยนกระแสสุขภาพให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ผู้บริโภคเชื่อมั่น และซื้อซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง.







