• อังคาร 27 ตุลาคม 2569 เวลา 12:57 น.

วัดกึ๋น! รัฐบาล

BREAKING NEWS STRATEGIES

(แปลงคำขอลงทุนเป็นเงินจริง! หลังยอดทุน AI ถึงบีโอไอ ทะลุ 1.2 ล้านล้าน)

 
บีโอไอ เผยยอดคำขอรับส่งเสริมลงทุน 9 เดือนทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มห่วงโซ่ AI ยื่นขอกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ภาครัฐส่งสัญญาณตรงกัน เร่งเปลี่ยน “คำขอ” ให้เป็น “การลงทุนจริง” ชี้! FastPass เร่งโครงการได้ แต่รัฐบาลต้องทุ่มงบเตรียม “ไฟฟ้า–น้ำ” ให้พร้อม ย้ำ! ผลประโยชน์จริง ต้องทำให้ถึงภาคธุรกิจ แรงงาน และชุมชนไทย

เสียงรัฐทางเดียว แต่ยังเป็นแค่ยอดคำขอ :

ตลอดช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายนโยบายและระดับหน่วยปฏิบัติ ต่างสะท้อน “โจทย์เศรษฐกิจ” ไปในทิศทางเดียวกันว่า… ต้องทำให้กระแส “คำขอรับส่งเสริมการลงทุน” กลายเป็น…เม็ดเงินจริงที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ไม่ว่าจะเป็น… นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง, นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง, นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแม้แต่ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

ทุกฝ่าย…ทุกคน ต่างคิดเช่นกันจริงๆ

คิดแล้วต้องทำให้ได้ และทำให้เกิดขึ้นจริง! หลังจากที่…บีโอไอ เปิดเผยตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรกปี 2569 ว่า…มีรวมกันมากถึง 1,954 โครงการ มูลค่า 1,707,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในจำนวนนี้ กิจการที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI มี 111 โครงการ มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่…ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ การออกแบบและทดสอบชิป เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจร ไปจนถึง AI Server และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์

ตัวเลขดังกล่าว เป็นสัญญาณว่า…ไทยได้รับความสนใจจากทุนเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูล ตัวเลขคำขอ คิดเป็นวงเงินรวมเท่าไหร?

กระนั้น กลไกสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้ เพื่อหวังจะให้คำขอกลายเป็นเงินลงทุนแท้จริง นั่นก็คือ แนวคิดและแผนงาน Thailand FastPass ซึ่งจะ ผนึก 8 หน่วยงานเพื่อเร่งใบอนุญาตและแก้ปัญหาที่ดิน ไฟฟ้า EIA และการเชื่อมต่อระบบสาธารณูปโภค

โดยตั้งเป้าผลักดันเม็ดเงินลงทุนกว่า 700,000 ล้านบาทในปีนี้

FastPass ช่วยได้ แต่ต้องพิสูจน์ความเร็ว :

ข้อมูลบีโอไอ ณ เดือนกันยายน ระบุว่า…มีโครงการสำคัญเข้าสู่ระบบ FastPass 42 โครงการ มูลค่ารวม 344,000 ล้านบาท และมีแผนจ้างงานกว่า 27,000 คน สำหรับ 25 โครงการแรก ทั้งหมดได้รับอนุมัติส่งเสริมแล้ว 11 โครงการได้รับใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องครบภายในกรอบเวลา และมีเงินลงทุนจริงเกิดขึ้นกว่า 21,000 ล้านบาท

ตัวเลขนี้แสดงว่า…FastPass ไม่ได้หยุดอยู่แค่แนวคิด และเริ่มทำให้บางโครงการเดินหน้าได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรนำยอดลงทุนจริง 21,000 ล้านบาทไปหารกับมูลค่ารวม 344,000 ล้านบาท เพื่อสรุปเป็นอัตราความสำเร็จ เพราะโครงการอยู่คนละช่วงของกระบวนการ และยอดรวม 344,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการที่ทยอยเข้าสู่ระบบภายหลังด้วย

บีโอไอ รายงานว่า…เงินลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมทุกอุตสาหกรรมในครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน ส่วนกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงมีเงินลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้ยืนยันว่า…มีการลงทุนเกิดขึ้นแล้ว แต่ก็เป็นคนละชุดข้อมูลกับคำขอ AI 111 โครงการ ในช่วง 9 เดือน

ดังนั้น จึงยังใช้บอกไม่ได้ว่า…คำขอ 1.2 ล้านล้านบาทจะเกิดขึ้นจริงเท่าใด?

คอขวดใหญ่กว่าขั้นตอนอนุญาต :

การเร่งใบอนุญาตช่วยลดเวลารอ แต่ไม่สามารถทดแทนความพร้อมของไฟฟ้า ที่ดิน น้ำ เงินทุน เครื่องจักร และแผนธุรกิจได้!!?? ทั้งนี้ บีโอไอ เคยรายงานว่า…ยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 270,000 ล้านบาท ที่ติดปัญหาไฟฟ้า ที่ดิน หรือใบอนุญาต หากปลดล็อกได้ อาจช่วยให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติมในระยะต่อไป

ธนาคารแห่งประเทศไทย เคยประเมินว่า…ช่วงปี 2567 ถึง 9 เดือนแรกปี 2568 เงินลงทุนจริงเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการที่อนุมัติอยู่ที่ประมาณ 45% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 96% ในช่วงปี 2558–2562 แม้เป็นข้อมูลคนละช่วงเวลากับ FastPass ปี 2569

แต่เป็นคำเตือนที่ว่า…การอนุมัติไม่ได้รับประกันว่าโครงการจะลงทุนเต็มมูลค่าหรือเกิดขึ้นทันที!

โจทย์ดาต้าเซ็นเตอร์…ยิ่งซับซ้อน! เพราะต้องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องและมีความต้องการน้ำเพื่อระบบหล่อเย็น  

รัฐบาลจึงพักโครงการ 166 โครงการไว้ระหว่างจัดทำมาตรฐานด้านทรัพยากร พื้นที่ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย

การเร่งลงทุนจึงต้องเดินคู่กับการประเมินว่าไฟและน้ำเพียงพอหรือไม่ ต้นทุนตกกับใคร และชุมชนรอบพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างไร?

จาก “ลงทุนได้” สู่ “ไทยได้คุณค่า” :

เมื่อยอดลงทุน AI กระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและอุปกรณ์ขั้นสูง เงินลงทุนจำนวนมากไม่ได้แปลว่า…จะกระจายเป็นงานหรือรายได้ให้คนไทยโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ต้องติดตาม จึงไม่ใช่แค่…มูลค่าโครงการ แต่รวมถึง บริษัทไทยได้เป็นคู่ค้าหรือผู้ผลิตชิ้นส่วนมากแค่ไหน? คนไทยได้งานทักษะสูงและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริงอย่างไร? ตลอดจน ผลตอบแทนที่ประเทศได้รับคุ้มกับสิทธิประโยชน์และทรัพยากรที่ใช้ไปหรือไม่?

ทิศทางใหม่ของบีโอไอ จึงเริ่มเน้น…การวัด “คุณค่าที่เกิดขึ้นจริง” ทั้ง…มูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ การเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน งานทักษะสูง การวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อม ปรับตัวชี้วัดและผูกสิทธิประโยชน์กับผลลัพธ์ที่ต้องการ

นี่คือ…จุดที่เสียงจากรัฐบาลต้องกลายเป็นระบบติดตามที่ตรวจสอบได้  นั่นคือ…การเปิดเผยความคืบหน้าต้องแยกเป็นรายโครงการ ตั้งแต่…คำขอ อนุมัติ ออกบัตร เริ่มก่อสร้าง ไปจนถึง เงินที่จ่ายจริง พร้อมรายงานการจ้างงาน การจัดซื้อในประเทศ การพัฒนาทักษะ และการใช้ไฟฟ้า–น้ำ

ประเทศไทยมีโอกาสเปลี่ยนกระแสทุน AI ให้เป็นแรงยกระดับเศรษฐกิจ แต่ความสำเร็จไม่ควรวัดจากคำขอ 1.2 ล้านล้าน หรือเป้าหมาย FastPass 7 แสนล้านบาทเพียงอย่างเดียว

แต่จะต้องวัดว่า…เงินลงจริงเมื่อไร? ไทยผลิตและขายอะไรเพิ่ม? คนไทยได้ทักษะและงานแบบใด? และผลตอบแทนที่ประเทศได้รับคุ้มกับต้นทุนหรือไม่?

และนี่คือ…บททดสอบของการเปลี่ยน “ยอดลงทุน” ให้เป็น “คุณค่าที่อยู่กับประเทศไทย” อย่างแท้จริง!!!.