(‘โรม’ จี้รัฐใช้มาตรฐานเดียว อย่าโยง ปชน. – ซักฟอก 18 รมต. รอ ครม.เคาะวันจริง…ต้น ธ.ค.นี้!)
คดีสลิปปลอม 7 ล้านบาท กระทบภาพลักษณ์ฝ่ายค้าน หลังพบอดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล ดูแลเพจ Godd Dam ย้ำ! ตำรวจยังไม่จับกุม ด้าน “รังสิมันต์ โรม” เรียกร้องให้ดำเนินการทุกคดีด้วยมาตรฐานเดียวกัน ขณะที่ “ศึกซักฟอก” ได้กรอบ 4+1 วันแล้ว เหลือรอ ครม.กำหนดวัน หลังนายกฯอนุทิน ส่งสัญญาณราวต้นเดือนธันวาคมนี้
ชี้ตัวแล้ว ยังไม่จับ :
ภาพสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท ที่อ้างว่าเป็น “ค่าน้ำชา” ถึงบัญชี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กลายเป็นประเด็นการเมืองทันที! เพราะพาดพิง “ผู้นำรัฐบาล” และ เกิดขึ้นในช่วงที่ฝ่ายค้านกำลังเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทยตรวจสอบแล้ว ไม่พบเลขบัญชีผู้รับตามที่ปรากฏในภาพ ขณะที่ตำรวจยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมหรือควบคุมตัวผู้ใดในคดีนี้ แม้มีรายงานว่า พิสูจน์ทราบตัวผู้ใช้นามแฝง “Godd Dam” ว่าเป็นนายชัยรัตน์ อายุ 26 ปี อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกลแล้วก็ตาม
ข้อเท็จจริงเรื่อง สลิปปลอม จึงควร…แยกจากข้อกล่าวหาเรื่องผู้ร่วมเผยแพร่หรือเครือข่ายทางการเมือง การที่ ผู้ถูกระบุตัว เคยเป็น…สมาชิกพรรคก้าวไกล ไม่ได้พิสูจน์ว่า…พรรคประชาชนหรือฝ่ายค้านเกี่ยวข้องกับการจัดทำหรือเผยแพร่ภาพดังกล่าว เช่นเดียวกับการที่มี นักการเมืองแชร์ต่อ ก็ต้องตรวจสอบเป็นรายบุคคลว่าใครเผยแพร่ข้อมูลใด? ด้วยเจตนาและข้อเท็จจริงอย่างไร?
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ระบุว่า…ส.ส.ที่รีบแชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ “ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด” สะท้อนวุฒิภาวะ พร้อมย้ำทุกข้อกล่าวหาต้องมีหลักฐาน ส่วนการดำเนินคดีขอดูข้อเท็จจริงก่อน พร้อมยืนยันว่าไม่พบรายการโอนดังกล่าวในข้อมูลบัญชีของตนครับ
อดีตสมาชิก ไม่ใช่พรรค :
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตว่า…การแชร์ข้อมูลของนักการเมืองควรผ่านการตรวจสอบ และกล่าวถึงความเป็นไปได้ของ การเผยแพร่ข้อมูลเป็น…เครือข่าย อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ ยังต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน ไม่ควรนำข้อสงสัยไปสรุปเป็นข้อเท็จจริงว่ามีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง!!??
โดยยกเหตุผลโต้สลิป 7 ล้านบาท ว่า…ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับผลประโยชน์เกิน 3,000 บาทย่อมมีปัญหาตามหลักเกณฑ์ ภาพสลิปสามารถตัดต่อได้ และบัญชี The Wisdom หากโอนเกิน 5 ล้านบาทต้องขอขยายวงเงินกับธนาคาร
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า…นายอนุทินมีฐานะ ไม่จำเป็นต้องรับเงินที่ไม่มีที่มา
ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรฐานความรวดเร็วและจริงจังแบบเดียวกันกับทุกคดี และเตือนไม่ให้รีบโยงเหตุการณ์เข้ากับพรรคการเมือง ขณะที่ พรรคภูมิใจไทยวิจารณ์ผู้ที่แชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง…ใครอยู่ฝ่ายใด? แต่คือ…การแยกให้ชัดระหว่างผู้สร้างข้อมูล ผู้แชร์โดยรู้ว่าเป็นเท็จ และผู้แชร์โดยยังไม่ได้ตรวจสอบ
ความโปร่งใสของตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็น “หัวใจ” ของคดีนี้ ตั้งแต่…การเปิดเผยขั้นตอนตรวจสอบ การระบุข้อกล่าวหา ไปจนถึง การชี้แจงว่ามาตรฐานเดียวกันจะใช้กับผู้เกี่ยวข้องทุกคนหรือไม่?
การดำเนินคดีที่เร็ว! เฉพาะเมื่อผู้เสียหายเป็น…ผู้มีอำนาจ ย่อมกระทบความเชื่อมั่น! ไม่แพ้การปล่อยให้ข่าวเท็จแพร่กระจายโดยไม่มีความรับผิดชอบ
กรอบ 4+1 รอ ครม. :
ความเชื่อมโยงระหว่าง…คดีสลิปกับศึกอภิปราย อยู่ที่…จังหวะเวลาและการต่อสู้ทางการเมือง แต่ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่า…ทั้ง 2 เรื่องถูกจัดวางเป็นแผนเดียวกัน
ฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาว่าฝ่ายค้านและผู้แชร์บางรายขยายข่าวเท็จ ขณะที่ ฝ่ายค้านโต้ว่าไม่ควรใช้คดีนี้ตีตราพรรคหรือเบี่ยงประเด็นจากการตรวจสอบรัฐบาล
ด้าน การอภิปรายไม่ไว้วางใจ! ก่อนหน้านี้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อกังวลว่า…หากรัฐบาลใช้ข้ออ้างเรื่องภารกิจหรือเวลาจำกัดเพื่อลดพื้นที่อภิปราย ย่อมกระทบกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ ส่วน นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โต้ว่า…รัฐบาลพร้อมชี้แจง แต่ฝ่ายค้านยืนยันขอเวลาอภิปรายหลายวัน ทั้งที่รัฐบาลมีภารกิจสำคัญระดับประเทศ
ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า…วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านเห็นพ้องกรอบอภิปราย 4 วัน และลงมติอีก 1 วัน แต่ยังต้องรอคณะรัฐมนตรีกำหนดวัน โดยยืนยันว่า…จะเกิดขึ้นภายในสมัยประชุมนี้ ความคืบหน้านี้ทำให้การถกเถียงเรื่องจำนวนวันเริ่มคลี่คลาย
ล่าสุด นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน โดยระบุว่า…ช่วงเวลาที่เร็วที่สุดที่รัฐบาลมีความพร้อมและเหมาะสมคือ ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2569 ซึ่งจำเป็นต้องขยับออกไปจากกำหนดการเดิมในช่วงปลายเดือนตุลาคม เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านตารางงานและภารกิจสำคัญของคณะรัฐมนตรี
แต่ประเด็นว่า…รัฐบาลจะเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายได้เต็มที่เพียงใดนั้น คนไทยยังคงต้องติดตามกันต่อไป
วัดมาตรฐานรัฐ :
“คดีสลิปปลอม” อาจกลายเป็น…เครื่องมือช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองได้ง่าย หากทุกฝ่ายรีบสรุปว่า…ใครอยู่เบื้องหลัง? หรือ ใช้ประวัติทางการเมืองของบุคคลหนึ่งแทนหลักฐาน! แต่หาก ตำรวจเปิดเผยความคืบหน้าอย่างเป็นขั้นตอน และทุกฝ่ายยอมรับผลตรวจสอบตามข้อเท็จจริง คดีก็จะช่วยสร้างบรรทัดฐานรับผิดชอบต่อข้อมูลในสังคมได้
ขณะเดียวกัน ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องกลับไปอยู่บนเนื้อหาที่ฝ่ายค้านเตรียมเสนอและคำชี้แจงของรัฐบาล ไม่ควรถูกกลบด้วยข้อกล่าวหาเรื่องข่าวลวง หรือถูกใช้เป็นเหตุผลปิดกั้นการตรวจสอบ
การกล่าวหาเรื่องเครือข่ายต้องมีหลักฐาน ส่วน การตรวจสอบรัฐบาลต้องมีเวลาและพื้นที่เพียงพอให้ประชาชนไทยได้ฟังข้อมูลทั้ง 2 ด้าน
ท้ายที่สุด! คนไทยไม่ได้ประโยชน์จากการเลือกเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อนข้อเท็จจริง สิ่งที่สังคมไทยควรได้เห็น ก็คือ…การสอบสวนที่เป็นธรรม การรับผิดชอบของผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ และการอภิปรายในสภาที่ตรวจสอบรัฐบาลได้จริง
โดยไม่มีฝ่ายใดใช้คำว่า…“ข่าวปลอม” หรือ “ภารกิจประเทศ” มาแทนหลักฐานและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ!!!.

