(ตรวจผลตอบแทน ‘โอลิมปิกการเงิน’ ใน 5 ระยะ จาก…เงินสะพัด ถึง…ทุนใหม่ เชื่อม ‘เอเปคฮ่องกง’ จับตา! ผลประโยชน์ถึงคนไทย…ยามไหน?)
หลังปิดเวที “IMF – ธนาคารโลก” ในไทย ก่อนนำสู่ความเชื่อมั่นและโอกาสใหม่ แล้วนำ…ข้อเสนอ “การเงินดิจิทัล” ต่อในเอเปค! เปิดบัญชีผลตอบแทน 5 ระยะ เผย! ตรวจสิ่งที่เกิดแล้ว และสิ่งที่ยังต้องพิสูจน์ พร้อมวางเกณฑ์วัดเงินลงทุน งาน รายได้ และต้นทุนที่ประเทศไทยต้องแบกรับ?
แม้จะปิดการประชุมไปแล้ว สำหรับ เวที IMF–ธนาคารโลก แต่ผลของมันได้ทำให้ ประเทศไทยมีพื้นที่นำเสนอทิศทางเศรษฐกิจและสร้างความร่วมมือกับผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และสถาบันการเงินระหว่างประเทศอีกครั้ง
รัฐบาลไทยสรุปความสำเร็จด้านการจัดงาน บทบาททางความคิด และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่ การประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค ณ ฮ่องกง ระหว่าง 20–21 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ “เปิดพื้นที่” ให้ไทยนำข้อเสนอบางส่วนไปผลักดันต่อทันที!!!
แต่การประเมินความคุ้มค่า? ต้องก้าวข้ามในคำชื่นชมจากทั่วทุกสารทิศ! ไปสู่คำถามที่ว่า…แล้วประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรแล้ว? ต้องลงทุนเพิ่มเท่าไร? และผลที่คาดหวังจะมาถึงคนไทยผ่านช่องทางใด?
“บัญชีผลตอบแทนประเทศไทย 5 ระยะ” ในมุมมองของ “ยุทธศาสตร์ออนไลน์” จึงเป็น…กรอบการตรวจสอบ ตั้งแต่…ผลระหว่างจัดงาน ไปจนถึง ผลเกิน 5 ปี โดยแยก…ข้อเท็จจริง เป้าหมาย และประมาณการให้ชัด!
คำชม ต้องตามด้วยผล :
การแถลงเมื่อวานนี้ (20 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง สรุปความสำเร็จ 3 ด้าน ได้แก่ 1.การเป็นเจ้าภาพที่สร้างความประทับใจ 2.การนำเสนอแนวคิดที่ได้รับความสนใจ และ 3.การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น ภารกิจต่อไป ก็คือ…เปลี่ยนความสนใจจากต่างประเทศให้เป็นการลงทุน พร้อม นำข้อเสนอแนะกลับมาแก้กฎระเบียบ ขั้นตอน และพัฒนาทักษะภายในประเทศ รวมถึง “ต่อยอด” เครือข่ายในเวที World Economic Forum ที่ดาวอส เดือนมกราคม 2570
ถ้อยแถลงนี้ ทำให้เห็นทิศทาง แต่การตรวจผลต้องลงรายละเอียดรายโครงการ ทั้งผู้รับผิดชอบ แหล่งเงิน ขั้นตอนอนุมัติ และกำหนดดำเนินงาน เพื่อให้ติดตามได้ว่าความสนใจเปลี่ยนเป็นกิจกรรมเศรษฐกิจจริงเพียงใด?
ระยะแรก เงินสะพัดถึงใคร? :
ผลตอบแทนที่เกิดใกล้ตัวที่สุด! อยู่ใน…ธุรกิจโรงแรม อาหาร การเดินทาง การจัดประชุม และสินค้าไทย รายงานข่าวการแถลงระบุ ผู้เข้าร่วมประมาณ 19,000–20,000 คน และประมาณการเงินสะพัดเกิน 2,000 ล้านบาท
การตรวจบัญชีระยะแรก จึงต้อง…ดูยอดใช้จ่ายจริง จำนวนผู้เข้าร่วมที่ใช้คำนิยามตรงกัน และสัดส่วนรายได้ที่ตกถึงกิจการไทย โดยเฉพาะ SMEs ผู้ให้บริการรายย่อย และชุมชนที่มีส่วนร่วม
ด้านต้นทุนการจัดงานใหญ่ระดับ “โอลิมปิกการเงินของโลก” พบว่า…การประชุม ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ได้อนุมัติกรอบงบกลางเตรียมการเป็นเจ้าภาพ 1,162.27 ล้านบาท แต่อาจยังไม่ใช่ยอดเบิกจ่ายจริงสุดท้ายหรือต้นทุนรวมทุกหน่วยงาน
จึงยังนำเงินสะพัดมาหักงบก้อนนี้ แล้วเรียกส่วนต่างว่า “กำไรประเทศ” ไม่ได้ ต้องตรวจทั้งรายจ่ายรวม มูลค่าเพิ่มที่เกิดในไทย และรายการที่อาจนับซ้ำ ก่อนประเมินความคุ้มค่า
ภายใน 1 ปี ต้องเห็นโครงการ :
ระยะที่ 2 ตั้งแต่…หลังประชุมถึงตุลาคม 2570 ควรวัดความสามารถในการเปลี่ยนการหารือเป็นโครงการที่เดินหน้าได้
หลักฐานที่ควรเห็น ได้แก่…ข้อตกลงที่มีรายละเอียด การอนุมัติโครงการ แผนจัดหาเงินทุน การเริ่มลงทุน และแผนกำลังคน ส่วนโครงการที่ยังอยู่ระหว่างศึกษา ควรระบุสถานะและเงื่อนไขที่ต้องผ่าน
ด้าน ภารกิจที่ฮ่องกง ระหว่างร่วมประชุม APEC ของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นับเป็น…ความคืบหน้าของการผลักดันข้อเสนอไทย โดยวันที่ 21 ตุลาคม ดร.เอกนิติ ได้กล่าวถ้อยแถลง…นำเรื่องการเข้าถึงบริการทางการเงิน เสนอการใช้ AI ช่วยรายย่อยเข้าถึงทุน การเชื่อมระบบชำระเงิน และเชิญชวนเอเปคนำ Bangkok Blueprint ไปปรับใช้
การนำเสนอเกิดขึ้นแล้ว ส่วนการรับไปดำเนินการของแต่ละเขตเศรษฐกิจยังต้องติดตามแยกกัน
ออกจากเวที ต้องถึงรายย่อย :
ข้อเสนอ 3 ด้านของ รองนายกฯเอกนิติ สามารถเชื่อมเป็น “เส้นทางเดียวกัน” ได้ คือ ผู้ค้าใช้ข้อมูลบริหารกิจการและประกอบการขอทุน รับจ่ายเงินสะดวกขึ้น และมีระบบป้องกันการฉ้อโกงรองรับ
สำหรับ AI นกกระซิบ ควรติดตามจำนวนผู้ใช้จริง ประโยชน์ต่อการจัดการต้นทุนและยอดขาย ตลอดจน การใช้ข้อมูลประกอบสินเชื่อ โดยต้องแยกผลของโครงการที่ดำเนินอยู่เดิมออกจากผลเพิ่มเติมที่เกิดหลังการประชุม
ส่วน พร้อมเพย์และ QR ข้ามพรมแดน ยังจะต้องตรวจสอบว่า…มีความเชื่อมโยงใหม่เพิ่มขึ้นอย่างไร? ค่าธรรมเนียมและเวลาธุรกรรมเปลี่ยนแปลงเพียงใด? และร้านค้ารายเล็กเข้าร่วมได้สะดวกแค่ไหน?
ฝั่งฮ่องกง พอล ชาน รัฐมนตรีคลังฮ่องกง กล่าวถึง การใช้ระบบ Commercial Data Interchange เชื่อมข้อมูลธุรกิจกับธนาคารเพื่อประเมินสินเชื่อ พร้อมเน้น การคุ้มครองผู้ใช้บริการ ธรรมาภิบาลข้อมูล และความรับผิดชอบ
นับเป็น…ประสบการณ์ที่ไทยใช้ประกอบการพัฒนาระบบได้ แต่ยังไม่ใช่หลักฐาน ที่ว่า…ระบบทั้ง 2 ฝ่ายเชื่อมกันได้แล้ว
1 – 3 ปี ทุนต้องสร้างงาน :
ระยะที่ 3…ช่วงตุลาคม 2570–2572 ควรขยับจาก…ยอดอนุมัติไปตรวจเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริง การจ้างงาน ค่าจ้าง การจัดซื้อจากธุรกิจไทย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี
เงินลงทุนขนาดใหญ่ สามารถเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ แต่ผลที่ตกอยู่ในประเทศ ต้องขึ้นกับองค์ประกอบโครงการ หากเชื่อมซัพพลายเออร์ไทยและพัฒนาทักษะได้ ผลประโยชน์ย่อมมีโอกาสกระจายกว้างขึ้น ขณะเดียวกันต้องประเมินต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์ และผลกระทบต่อทรัพยากรด้วย
กรณีสำคัญคือ…โครงการ เมืองคาร์บอนต่ำและพัฒนาตลาดคาร์บอน หรือ LCC วงเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเอกสารของ ธนาคารโลก ยืนยันว่า…อนุมัติตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ก่อนการประชุมเดือนตุลาคม จึงต้องจัดเป็นความร่วมมือเดิมที่นำมาต่อยอด และตรวจว่าการประชุมช่วยเร่งหรือขยายผลส่วนใดเพิ่มเติม
วงเงินโครงการยังต้องแยกจากการเบิกจ่าย การลงทุน และผลประโยชน์สุทธิ เพราะเงินกู้มีภาระทางการเงินที่ต้องประเมินควบคู่กัน
3 ถึง 5 ปี วัดความสามารถ :
ระยะที่ 4…ช่วงตุลาคม 2572–2574 ควรเห็นผลต่อผลิตภาพ ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน และความสามารถของธุรกิจไทยในการรับงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น
โครงการ LCC มีเป้าหมายที่นำมาติดตามได้ เช่น กำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนสูงสุด 180 เมกะวัตต์ การประหยัดไฟฟ้าประมาณ 448 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี และการจ้างงานอย่างน้อย 1,800 คน-ปีระหว่างดำเนินโครงการ ทั้งหมดเป็น…ผลคาดหมายที่ต้องตรวจเทียบกับผลงานจริง และต้องรักษาหน่วย “คน-ปี” ซึ่งต่างจากจำนวนงานถาวร
ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ถึง…การบ้านหลังประชุม ทั้งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เชื่อมการลงทุนใหม่กับธุรกิจไทย จัดระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI พัฒนาการศึกษาและแรงงาน และรักษาวินัยการเงินการคลัง
นัยสำคัญคือ…ผลตอบแทนจากเครือข่ายภายนอกต้องอาศัยความสามารถภายในรองรับ ดังนั้น การติดตามจึงควรมองทั้งโครงการลงทุนและความก้าวหน้าของการปฏิรูปเหล่านี้
เกิน 5 ปี ไทยแข็งแรงขึ้นไหม? :
ระยะที่ 5…หลังตุลาคม 2574 สังคมไทย…ควรตรวจความยั่งยืนของผลประโยชน์ เช่น ธุรกิจไทยแข่งขันได้ดีขึ้นหรือไม่? แรงงานมีรายได้ที่เติบโตต่อเนื่องเพียงใด? และระบบเศรษฐกิจรับมือความเสี่ยงได้ดีขึ้นอย่างไร?
ต้นทุนที่ต้องคิดต่อเนื่อง ได้แก่…ดอกเบี้ย การบำรุงรักษา การปรับเทคโนโลยี และผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส่วน ประโยชน์ที่วัดเป็นเงินได้ยาก! เช่น ความร่วมมือเชิงนโยบาย ควรใช้ตัวชี้วัดเฉพาะแทนการตีราคาโดยไม่มีฐานรองรับ
กระบวนการเข้า OECD ก็ต้องแยกจากผลการเป็นเจ้าภาพ เพราะเริ่มก่อนการประชุม และระยะเวลาขึ้นกับความก้าวหน้าการปรับกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติตามมาตรฐานขององค์กร จึงยังไม่ควรรับรองวันเข้าเป็นสมาชิกหรือนับผลประโยชน์อนาคตเป็นรายได้ที่ได้รับแล้ว
ปลอดภัย ต้องวัดความเสียหาย :
กรอบยุทธศาสตร์ Bangkok Blueprint ถือเป็น…ผลผลิตเชิงนโยบายที่ประกาศในช่วงประชุม โดย ธปท. ร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิงรับมือภัยการเงินดิจิทัล
การนำไปเสนอในเอเปคที่ฮ่องกง ได้ช่วย…ขยายพื้นที่ความร่วมมือ แต่…ผลตอบแทนต้องตรวจจากการปฏิบัติ เช่น การระงับธุรกรรมเร็วขึ้น ความร่วมมือข้ามประเทศที่ใช้งานได้ และความเสียหายที่ลดลง พร้อมพิจารณาต้นทุนระบบ บุคลากร และการคุ้มครองข้อมูล
การประชุมเอเปคที่ฮ่องกงสิ้นสุด! วันที่ 21 ตุลาคม พร้อม แถลงการณ์ร่วม ครอบคลุม…การคลังช่วยครัวเรือน เงินทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการเข้าถึงบริการทางการเงิน
ข้างต้น นับเป็น…บริบทสนับสนุนการทำงานต่อ แต่ยังไม่ใช่คำรับรองเงินลงทุนเข้าไทย!!??
บัญชีประเทศ ต้องเปิดต่อ :
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำบัญชีติดตามผลรายโครงการ โดยระบุว่า…เริ่มก่อน ระหว่าง หรือ หลังการประชุม มีวงเงินประเภทใด? ใครรับผิดชอบ? และ จะวัดผลเมื่อไร? พร้อมเปิดเผยต้นทุนจัดงานจริงเมื่อรวบรวมครบ
ภายใน 90 วัน ควรมีรายงานฐานข้อมูลและสถานะโครงการสำคัญ จากนั้น…รายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ทั้งเงินลงทุน งาน รายได้ และการกระจายประโยชน์
กรอบนี้…เป็นเพียงข้อเสนอสำหรับการตรวจสอบ มิใช่กำหนดการที่รัฐบาลได้ประกาศแล้ว!!!
ดังนั้น ผู้ประกอบการ จึงควรใช้ข้อมูลเลือกโอกาสและเตรียมมาตรฐาน ขณะที่ คนทำงาน ใช้วางแผนทักษะ ส่วน คนไทยทั่วไป ก็ใช้ตรวจสอบความคุ้มค่าของทรัพยากรประเทศได้จากหลักฐานชุดเดียวกัน
“บัญชี 5 ระยะ” ที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ได้จัดทำในเบื้องต้น จึงต้อง…เปิดรับข้อมูลใหม่และปรับผลประเมินตามความจริง โดยไม่บวกวงเงินกู้ เงินลงทุน ยอดขาย และผลประหยัดเข้าด้วยกันจนกลายเป็นยอดผลตอบแทนที่คลาดเคลื่อน
ถึงตรงนี้! เมื่อทั้งโลก….ได้ให้ความเชื่อมั่นแล้ว ภารกิจของไทย นับจากนี้ไป นั่นก็คือ…การทำให้ความเชื่อมั่นนั้น สร้างผลที่ตรวจสอบได้ และผลนั้น จะต้องขยายไปถึง…ภาคธุรกิจ ถึงงาน รวมถึง…ชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ!!!.

