• อังคาร 20 ตุลาคม 2569 เวลา 14:51 น.

ส.อ.ท.–ทีเส็บ ผนึกไมซ์ ดันอุตสาหกรรมไทยสู่ตลาดโลก

BREAKING NEWS INVESTMENT

ส.อ.ท. จับมือทีเส็บ ลงนาม MOU ใช้อุตสาหกรรมไมซ์เชื่อมการค้า การลงทุน และจับคู่ธุรกิจ เปิดตลาดโลกให้ผู้ประกอบการไทยกว่า 16,000 ราย เตรียมขยายงานแสดงสินค้าสู่ภูมิภาคในปี 2570 หนุน SMEs เข้าถึงผู้ซื้อ นักลงทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ

ส.อ.ท. และ ทีเส็บ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย ผ่านกลไกอุตสาหกรรมไมซ์” ณ ส.อ.ท. โดยมีนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. และ ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ ทีเส็บ เป็นผู้ลงนาม เพื่อวางกรอบความร่วมมือในการนำไมซ์มาเป็นกลไกสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับศักยภาพของอุตสาหกรรมและความต้องการของผู้ประกอบการ

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดย ส.อ.ท. มีเครือข่ายผู้ประกอบการกว่า 16,000 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ขณะที่ทีเส็บ มีความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งจะช่วยเปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาด ผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

“ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางของการจัดงาน แต่สามารถเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เราจึงต้องทำให้งานไมซ์สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ ทั้งการเกิดคู่ค้าใหม่ มูลค่าการเจรจาธุรกิจ การส่งออก และการลงทุน ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการจัดงานเท่านั้น” นางพิมพ์ใจ กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับเป็นหนึ่งในตัวอย่างอุตสาหกรรมไทยที่มีศักยภาพในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการส่งออกในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 21,277 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนโอกาสในการใช้กลไกไมซ์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมเป้าหมาย

สำหรับปี 2570 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของ ส.อ.ท. ทั้งสององค์กรมีแผนต่อยอดความร่วมมือผ่านการจัดกิจกรรมและงานแสดงสินค้าในระดับภูมิภาค โดยคัดเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายให้สอดคล้องกับศักยภาพและจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดที่มีศักยภาพ

นายณรงค์ฤทธิ์ พานิชชีวะ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสายงานสมาชิกสัมพันธ์ กล่าวว่า ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับแนวคิด Member Centric หรือการยึดสมาชิกเป็นศูนย์กลาง โดยนำความต้องการของสมาชิกมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาบริการและสร้างโอกาสทางธุรกิจ ความร่วมมือกับทีเส็บ จึงมุ่งไปไกลกว่าการนำสมาชิกเข้าร่วมงาน แต่เป็นการร่วมออกแบบโครงการและกิจกรรมตั้งแต่ต้นทางให้สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม

“เป้าหมายของเราคือการทำให้สมาชิกเข้าถึงโอกาสได้จริง ตั้งแต่การเปิดตลาดใหม่ การพบผู้ซื้อจากต่างประเทศ และการจับคู่ธุรกิจ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี และพันธมิตรที่ช่วยต่อยอดธุรกิจ โดย MOU ฉบับนี้มีความสำคัญในการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจเข้ากับการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน” นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

สำหรับกรอบความร่วมมือภายใต้ MOU ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

  1. การกำหนดทิศทางและกรอบความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศผ่านกลไกไมซ์
  2. การพัฒนาโครงการและกิจกรรมทางธุรกิจ อาทิ การประชุม นิทรรศการ งานแสดงสินค้า การจับคู่ธุรกิจ และกิจกรรมรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ
  3. การส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าถึงตลาด แหล่งทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และพันธมิตรทางธุรกิจ
  4. การบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูล ทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย สถิติ และแนวโน้มตลาด เพื่อประกอบการวางแผนและพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าวว่า ภายใต้แนวคิด “ผสานพลัง MICE x INDUSTRY บทใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ทีเส็บมุ่งยกระดับบทบาทของไมซ์ให้การจัดงานเป็นกลไกเชื่อมโยงผู้คน ขับเคลื่อนองค์ความรู้ เข้าถึงตลาด และสร้างเครือข่ายธุรกิจ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตอบสนองภาคธุรกิจทุกขนาด ทั้งด้านการค้า การลงทุน นวัตกรรมและความร่วมมือทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะระหว่างภาคธุรกิจภายในประเทศ แต่จะรวมไปถึงระหว่างภาคธุรกิจไทยกับภาคธุรกิจต่างประเทศด้วย เนื่องจากทีเส็บ มีบทบาทเป็น National Bidder และวางตำแหน่งประเทศไทยเป็น Global Asia’s Trusted Gateway จึงพร้อมที่จะดึงและสนับสนุนงานมูลค่าสูงจากต่างประเทศให้มาเป็นเวทีสำหรับภาคธุรกิจไทยเจรจาร่วมมือกับภาคธุรกิจจากต่างประเทศ

“เมื่อทีเส็บ ในฐานะองค์กรภาครัฐนำบทบาททั้งในระดับประเทศและนานาชาติมาผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านไมซ์ให้เป็นพลังของความร่วมมือกับเครือข่ายอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. เราจะสามารถดึงงานและพัฒนางานให้ตอบโจทย์แต่ละอุตสาหกรรมได้ตรงจุดมากขึ้น เกิดประโยชน์ครอบคลุมทั้งภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศ เพราะทีเส็บ มีเมืองไมซ์ 16 เมืองในทุกภูมิภาคและ ส.อ.ท. มีสมาชิกครอบคลุมทั้งประเทศ การประชุม การแสดงสินค้าและนวัตกรรม การจับคู่ธุรกิจ และกิจกรรมรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างผลลัพธ์ขับเคลื่อนการเติบโตและการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและเป็นพลังให้กับเศรษฐกิจไทยและสร้างความมั่นใจให้กับนานาชาติในการเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย” ดร.ศุภวรรณ กล่าว

นอกจากนี้ ทั้งสององค์กรจะนำข้อมูลและแนวโน้มตลาดมาใช้ประกอบการออกแบบและพัฒนาโครงการตามแนวทาง Data-driven Industry พร้อมติดตามและประเมินผลลัพธ์ของกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการส่งเสริม Green Industry และการจัดงานไมซ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Events) ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. และทีเส็บ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมไทยเข้ากับตลาดและเครือข่ายธุรกิจระดับโลก โดยมุ่งให้กลไกไมซ์เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน.