DSI เปิดปฏิบัติการ “ยุทธรัฐ” ผนึกกำลังกว่า 10 หน่วยงานภาครัฐ บุกค้นเครือข่ายชาวอิสราเอล 3 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ แอบตั้งนอมินีลอบทำธุรกิจเลี่ยงกฎหมาย รมว.ยุติธรรมสั่งขยายผลถึงผู้บงการ เร่งปกป้องผลประโยชน์ชาติ
ตามนโยบายและข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับ การป้องกันและปราบปรามทุนเทา การใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” ในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย รวมถึง การถือครองที่ดินและทรัพย์สินผ่านบุคคล หรือนิติบุคคลไทย โดยให้หน่วยงานของรัฐบูรณาการข้อมูลเพื่อขยายผลถึงผู้มีอำนาจควบคุม ผู้ได้รับประโยชน์ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ เพื่อให้นโยบายดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม จึงมอบหมายให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบความเชื่อมโยงของทั้งเครือข่ายอย่างเป็นระบบและขยายผลให้ถึงต้นตอของปัญหา
วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569) รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย นายกองเอก พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึง นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ อธิบดีกรมสรรพากร นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พลตำรวจตรีณัฐกร ประภายนต์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกันแถลงข่าว DSI เปิดปฏิบัติการ “ยุทธรัฐ” ผนึกกำลังกว่า 10 หน่วยงาน ปักหมุดค้น 3 จุดใหญ่ในกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ดีเอสไอ ร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสืบสวนสอบสวน และตรวจสอบข้อมูลความเชื่อมโยงของบุคคล นิติบุคคล ทรัพย์สิน เส้นทางการเงิน รวมถึง มูลนิธิและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายบุคคลสัญชาติอิสราเอล เพื่อ…ตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุม ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง แหล่งที่มาของเงิน การถือครองทรัพย์สิน และความชอบด้วยกฎหมายในการประกอบธุรกิจ รวมถึง กรณีการได้รับสัญชาติไทย ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทรัพยากร ความสงบเรียบร้อย และประโยชน์ของประเทศ
โดยในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ดีเอสไอ บูรณาการร่วมกับตำรวจสันติบาล สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสรรพากร กรมการจัดหางาน กรมการปกครอง กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจนครบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผนึกกำลังกว่า 10 หน่วยงานรัฐ โดยได้เข้า ตรวจค้นและตรวจสอบสถานที่เป้าหมาย จำนวน 3 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่
จุดที่ 1 มูลนิธิชาบาดกรุงเทพ บริเวณเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ 3 ราย ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และดำเนินคดีนายจ้าง 1 ราย ในข้อหารับคนต่างด้าวทำงาน โดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน อันเป็นกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

จุดที่ 2 บริษัท กาน ชาบาด จำกัด บริเวณเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร พบพยานหลักฐานที่สำคัญ อาทิ เอกสารการจดทะเบียนมูลนิธิ/สมาคม เอกสารการรับบริจาคเงิน บัญชีรายชื่อสมาชิก เอกสารการซื้อขายที่ดินการก่อสร้างอาคาร การยื่นเสียภาษี การดำเนินกิจการของชาบาดเฮ้าส์ ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร กิจการโรงแรมหรือที่พักแรม รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานแห่งเดียวกันกว่า 61 บริษัท ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีบุคคลกลุ่มเดียวกันปรากฏชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลหลายแห่ง ซึ่งในกลุ่มดังกล่าวมีบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ
จุดที่ 3 ยิวสมาคมแห่งประเทศไทย บริเวณเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร พบต่างด้าวสัญชาติลาว จำนวน 2 ราย ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน อันเป็นการกระทำผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และดำเนินคดีนายจ้าง 1 ราย ในข้อหา รับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้เข้าทำการตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย จำนวน 3 จุดในพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ในคดีพิเศษที่ 135/2569 กรณีกล่าวหาว่าการประกอบธุรกิจของ บริษัท โคซี่ บีช วิว จำกัด กับพวกกระทำการหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
และต่อมาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับ บริษัท โคซี่ บีช วิว จำกัด ผู้ต้องหาที่ 1 ในข้อหา “เป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต” บุคคลสัญชาติอิสราเอล ในฐานะกรรมการบริษัท ผู้ต้องหาที่ 2 ในข้อหา “เป็นกรรมการหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำผิดหรือมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น” และบุคคลสัญชาติไทย ผู้ต้องหาที่ 3 ในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัท ในข้อหา “เป็นผู้มีสัญชาติไทยให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว”
ภายหลังการตรวจค้นจะนำข้อมูลพยานหลักฐานมาขยายผล และส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป
กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต่อคนต่างชาติ ที่เข้ามาพำนัก ลงทุน ประกอบธุรกิจ หรือดำเนินกิจกรรมโดยสุจริตและเคารพกฎหมายไทย แต่ความเปิดกว้าง รวมถึงสิทธิและกลไกที่กฎหมายไทยจัดให้ ต้องไม่ถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย แสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศโดยมิชอบ หรือสร้างโครงสร้างที่นำไปสู่ความขัดแย้งและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ.


