(ศาลนัดชี้คุ้มครองชั่วคราว 16 พ.ย. จับตา ‘เพื่อไทย’ ขยับท่าทีในศึกซักฟอกรอบใหม่?)
ทักษิณขอคุ้มครองทรัพย์ก่อนขายทอดตลาดชำระภาษีหุ้นชินคอร์ป ฝ่ายทนายโต้ยึดซ้ำซ้อน ขณะฝ่ายค้านเตรียมซักฟอกรัฐบาล จับตาพรรคเพื่อไทย จะเพิ่มแรงกดดันหรือรักษาแนวร่วมรัฐบาล
การขึ้นเบิกความของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อศาลภาษีอากรกลาง เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ทำให้ คดีภาษีหุ้นชินคอร์ปกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง! และคราวนี้ “จุดต่อสู้” อยู่ที่การขอคุ้มครองทรัพย์สินระหว่างพิจารณาคดีเกี่ยวกับการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์เพื่อชำระหนี้ภาษี
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนวันที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเพียงหนึ่งวัน จึงเปิดคำถามทางการเมือง แม้ขณะนี้ จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการเคลื่อนไหวทั้ง 2 เรื่องมีการประสานกัน ในทำนอง…
ข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินของนายทักษิณ จะส่งแรงกระเพื่อมถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทยในสภาหรือไม่?
หยุดขายก่อน :
คดีปัจจุบันเป็น คดีหมายเลขดำ ภ.59/2569 ซึ่ง นายทักษิณยื่นฟ้องกรมสรรพากร ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ขอเพิกถอนคำสั่งเกี่ยวกับการอายัดและขายทอดตลาดทรัพย์ พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อระงับการดำเนินการกับทรัพย์ระหว่างรอคำพิพากษา
ฝ่ายกรมสรรพากรยื่นคัดค้าน ขอให้ศาลยกคำร้อง หรือหากให้ความคุ้มครอง ก็ขอให้ทักษิณนำเงินหรือหลักประกันมาวางศาล การไต่สวนจึงเป็นการพิจารณาคำขอระหว่างคดี โดยศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น.
ตามรายงานข่าวการเบิกความ ทรัพย์ที่ฝ่ายของนายทักษิณกล่าวถึงประกอบด้วยเงินฝากกว่า 90 ล้านบาท รถยนต์ 5 คัน และที่ดินเชียงใหม่ โดยรถ 2 คันเป็น “รถกันกระสุน” ที่ นายทักษิณ อ้างว่า…จำเป็นต่อความปลอดภัย หากนำไปขายและต้องสั่งทำใหม่จะใช้เวลานาน เหตุผลเหล่านี้เป็นข้อเสนอของฝ่ายผู้ร้องที่ศาลยังต้องพิจารณา
ภาษีถึงที่สุด :
การอ่านสถานการณ์ต้องแยกคดีประเมินภาษีเดิม ออกจากข้อพิพาทเรื่องการบังคับกับทรัพย์ในปัจจุบัน เพราะวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้องทักษิณในคดีขอเพิกถอนการประเมิน ทำให้การเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มประมาณ 1.76 หมื่นล้านบาทมีผลต่อไป
รายงานคำพิพากษา ระบุประเด็น ทั้ง…การออกหมายเรียก ความสัมพันธ์ระหว่างตัวการกับตัวแทน และประโยชน์จากการรับซื้อหุ้นราคาต่ำกว่าตลาด จึงอธิบายไม่ได้ว่า…คดีเดิมมีเพียงข้อถกเถียงเรื่องขั้นตอนการประเมินเท่านั้น
ด้าน นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร (ปัจจุบันเกษียณอายุราชการไปแล้ว) เคยยืนยันเมื่อเดือนกันยายนว่า…กรมสรรพากรได้ติดตามทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศตามข้อมูลทะเบียน กรรมสิทธิ์ และเงื่อนไขกฎหมาย โดยใช้มาตรฐานเดียวกับผู้เสียภาษีรายอื่น นี่คือจุดยืนของหน่วยงานที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กับข้อโต้แย้งฝ่ายทักษิณ
โต้ยึดซ้ำ :
ด้าน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ วางข้อโต้แย้งว่า…เงินได้ที่นำมาประเมินภาษีเป็นส่วนหนึ่งของเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพย์ประมาณ 46,373.69 ล้านบาทที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินในคดีปี 2553
ฝ่ายนายทักษิณ จึงเห็นว่า…การติดตามยึดทรัพย์เพิ่มเติมซ้ำซ้อน และเรียกร้องให้กระทรวงการคลังอธิบาย
ข้อโต้แย้งดังกล่าว ยังไม่ใช่ข้อยุติว่า…การยึดทรัพย์เดิมทำให้หนี้ภาษีระงับลงแล้ว แต่ในทางการเมือง การเรียกร้องคำตอบจากกระทรวงการคลัง อาจขยายเรื่องจากข้อพิพาทส่วนบุคคลไปสู่คำถามเรื่องมาตรฐานการใช้อำนาจรัฐ
รัฐบาลจึงอาจต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า…การให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินกับการจัดเก็บภาษีมีฐานและผลอย่างไร? ขณะที่ คำวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ ยังเป็นหน้าที่ของศาล
ซักฟอกประชิด :
อีกด้านหนึ่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และ พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในช่วงบ่ายวันนี้ (8 ตุลาคม) โดยมีรายงานข่าวก่อนยื่นญัตติฯ ระบุกรอบสำคัญ ได้แก่ ข้อกล่าวหาฮั้ว สว. การบริหารสถานการณ์น้ำท่วม ทุจริตสอบท้องถิ่น และปัญหาสแกมเมอร์
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาเรื่อง…อิทธิพลเหนือองค์กรอิสระแ ละความบกพร่องของกลไกตรวจสอบ โดยเห็นว่า…ปัญหาการบริหารและทุนเทาควรถูกนำมาซักฟอก อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่พบการประกาศชัดว่า…คดีภาษีทักษิณจะเป็นประเด็นอภิปรายหรือไม่? อย่างไร?
ด้านลำดับเวลาก็ยังไม่รองรับข้อสรุปที่ว่า…นายทักษิณเลือกออกมาเคลื่อนไหว เพื่อรองรับกับศึกซักฟอกรัฐบาล? เพราะข่าววันที่ 16 กันยายน ระบุวันไต่สวน 7 ตุลาคมไว้แล้ว การปรากฏตัวจึงมีเหตุจากนัดศาลที่กำหนดล่วงหน้า
สิ่งที่เชื่อมกันได้ในเชิงการวิเคราะห์ข่าว ก็คือ…ภาพที่ “รัฐบาลอนุทิน” ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ อาจเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งคำถามเรื่องการจัดเก็บภาษีและข้อกล่าวหาในสภา
เพื่อไทยตัวแปร :
รายงานข่าวก่อนยื่นญัตติระบุว่า…ฝ่ายค้านมุ่งเป้ารัฐมนตรีภูมิใจไทย และต้องการวัดท่าทีเพื่อไทย ว่า…จะลงคะแนนไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายหรือไม่? โดยเฉพาะประเด็นฮั้ว สว.
กระนั้น ข้อมูลนี้ยังต้องตรวจสอบกับญัตติและท่าทีทางการของพรรคเพื่อไทยต่อไป
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เห็นว่า…สส.เพื่อไทยบางคน? อาจเลือกให้ข้อมูลฝ่ายค้าน ตั้งคำถามผ่านกรรมาธิการ หรือวิจารณ์รัฐมนตรีด้วยตนเองได้ หากมีข้อมูลรองรับ แต่ความเป็นไปได้นี้ ยังไม่ใช่หลักฐานว่า…พวกเขาได้ลงมือทำจริงแล้ว อีกทั้ง การเคลื่อนไหวรายบุคคลก็ไม่อาจถือเป็นยุทธศาสตร์ของทั้งพรรคโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ดี หากนำเรื่องภาษีเข้าสู่การตรวจสอบ จุดที่สร้างความชอบธรรมได้ ก็คือ…ความโปร่งใส ฐานกฎหมาย และความเสมอภาคของผู้เสียภาษี ส่วนการเรียกร้อง ให้ผ่อนปรนแก่นายทักษิณเป็นพิเศษย่อมมีต้นทุนทางการเมือง เพราะ พรรคเพื่อไทย เอง ก็อาจถูกตั้งคำถามในทำนองว่า…กำลังใช้เวทีสภาเพื่อประโยชน์เฉพาะบุคคลหรือไม่???
แรงกดดัน! มีราคาต้องจ่าย :
การวิจารณ์รัฐบาล การส่งข้อมูล และการลงคะแนน เป็นการเคลื่อนไหวที่มีน้ำหนักต่างกัน การตั้งคำถามอาจเพิ่มภาระให้รัฐมนตรีต้องชี้แจง แต่คะแนนเสียงที่เปลี่ยนไปจะสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลชัดกว่า
ถึงกระนั้น การจะระบุว่า…มีการต่อรองเรื่องคดีทักษิณ ฝ่ายที่กล่าวหาก็จะต้องมีหลักฐานที่ว่า…ใครเรียกร้องอะไร? และแลกกับการสนับสนุนส่วนใด?
ลำพังเพียง…ความใกล้กันของข่าวหรือถ้อยคำวิจารณ์เพียงอย่างเดียว ยังไปไม่ถึงข้อสรุปนั้น อีกทั้ง ฝ่ายค้านอาจตรวจสอบเรื่องภาษีในทิศทางเรียกร้องให้รัฐจัดเก็บอย่างครบถ้วน ซึ่งไม่ได้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของฝ่ายทักษิณเสมอไป
ดูคำสั่ง – ดูเสียง :
“จุดติดตาม” จึงมี 2 ทาง, ทางแรก คือ…คำสั่งศาลวันที่ 16 พฤศจิกายนว่า…จะให้ความคุ้มครองหรือไม่? ครอบคลุมการดำเนินการใด? และกำหนดหลักประกันอย่างไร?
ส่วนทางที่สอง คือ…ญัตติซักฟอก คำอภิปราย และคะแนนเสียงของเพื่อไทย
ถึงตรงนี้ นายทักษิณกำลังต่อสู้เพื่อรักษาทรัพย์ระหว่างคดี ขณะที่ รัฐบาลกำลังเตรียมรับการตรวจสอบในสภา
ดังนั้น คำถามทางการเมืองที่ต้องพิสูจน์กันต่อ ก็คือ…พรรรคเพื่อไทยจะรักษาแนวร่วม หรือเปลี่ยนความตึงเครียดให้เป็นแรงกดดันต่อรัฐบาล???
คำตอบจะอยู่ที่การกระทำและคะแนนเสียง มากกว่าการคาดเดาจากจังหวะข่าวในสถานการณ์เช่นนี้!!!.

