• พุธ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 13:53 น.

กกร. ชี้น้ำท่วมเสี่ยงเชิงโครงสร้าง จี้รัฐยกเครื่องจัดการน้ำ

BREAKING NEWS ECONOMY

กกร. เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เสนอภาคเอกชนร่วม กนช. พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจประเมินผลกระทบน้ำท่วม หลังภัยธรรมชาติกระทบ SMEs เกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นลงทุน เร่งวางระบบเตือนภัย–บริหารน้ำครบวงจร–ประกันภัยพิบัติ ขณะประเมิน GDP ปี 2569 โต 2.1–2.5% ท่ามกลางความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและต้นทุนการเงินโลก

เศรษฐกิจไทยเดินหน้าท่ามกลางความเสี่ยงใหม่ : คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่า ทิศทางการยกระดับเศรษฐกิจไทยของภาครัฐและเอกชนมีความสอดคล้องกัน โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าเศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5.5% สอดรับกับ 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand และข้อเสนอของธนาคารโลก

กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ. ใน 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วนและปลดล็อกอุปสรรค Transition Now เร่งปรับตัวสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ และ Invest for Tomorrow ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างฐานการเติบโตระยะยาว

คง GDP ปี 69 โต 2.1–2.5% : กกร. ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.1–2.5% ปรับดีขึ้นจากกรอบประมาณการช่วงเดือนมิถุนายน–สิงหาคมที่ 1.6–2.0% ขณะที่การส่งออกคาดขยายตัว 12–16% ส่วนเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5–3.0%

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับจาก 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกันยายน มาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้อุปทานจากตะวันออกกลางจะกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีแตะ 5% ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินทั่วโลก รวมถึงต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนไทยและความเสี่ยงต่อค่าเงินบาท

น้ำท่วมกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง : กกร. ระบุว่า ภัยธรรมชาติกำลังเปลี่ยนจากเหตุการณ์เฉพาะหน้าไปสู่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละ 5–6 หมื่นล้านบาทเพื่อเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

สถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบันกระทบตั้งแต่ประชาชน SMEs ภาคเกษตร การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ในภาคกลางและภาคตะวันออก ไปจนถึงภาคท่องเที่ยว นอกจากความเสียหายต่อทรัพย์สินแล้ว ยังเพิ่มภาระหนี้และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

กกร. จึงเสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการเน้น “เยียวยาหลังเกิดภัย” ไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยลงทุนเพิ่มด้าน Climate Resilience พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning ให้รวดเร็วและแม่นยำ ยกระดับระบบกักเก็บ ส่ง และระบายน้ำ รวมถึงพื้นที่รับน้ำและระบบป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม

พร้อมกันนี้ ควรบูรณาการผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับเส้นทางน้ำและความเสี่ยงอุทกภัย รวมถึงพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสีย รักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนในระยะยาว

จี้แก้คอขวดขนส่งทางอากาศ : อีกประเด็นที่ กกร. ต้องการให้เร่งแก้ไขคือปัญหาการขนส่งสินค้าทางอากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือราวหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยปัญหาความแออัดประกอบกับผลกระทบจากอุทกภัย ทำให้เที่ยวบินล่าช้าและยกเลิก รวมถึงเกิดผู้โดยสารและสัมภาระตกค้าง ซึ่งอาจกระทบทั้งการค้า การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ประเทศ

ประเด็นดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญในช่วงที่ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารจากทั่วโลกกว่า 15,000 คนเข้าร่วม ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพเศรษฐกิจไทยและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ

กกร. เตรียมยื่นนายกฯ ดันเอกชนร่วม กนช. : กกร. เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐเร่งวางแนวทางเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้ผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การกำหนดนโยบายสะท้อนความต้องการของภาคธุรกิจ ภาคเกษตร และประชาชน

ขณะเดียวกัน กกร. มีมติจัดตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจประเมินผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อจัดทำข้อเสนอทั้งด้านการเตรียมความพร้อม การฟื้นฟู และแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยมีเป้าหมายลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ฟื้นกิจกรรมทางธุรกิจ และเปลี่ยนการรับมือน้ำท่วมจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว.