(มท.เตรียม 14 จ. รับอุทกภัย! จับตา ‘หาดใหญ่โมเดล’ ทดสอบเอกภาพของรัฐบาลอนุทิน)
คำสั่งเตรียมศูนย์บัญชาการ 24 ชั่วโมงใน 14 จังหวัดใต้ เปิดโจทย์การเมืองก่อนน้ำระลอกใหม่ รัฐบาลต้องเชื่อมข้อมูลกับการตัดสินใจให้ทัน ขณะที่บทเรียนหาดใหญ่ชี้ว่า การเตือนภัยจะมีความหมายเมื่อประชาชนอพยพได้ก่อนวิกฤต
คำสั่งก่อนวิกฤต :
ท่ามกลางการแก้ปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ คำสั่งของ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่สั่งการให้…ผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการรับมืออุทกภัย 11 ด้าน มีประเด็นที่ควรจับตาเป็นพิเศษ นั่นก็คือ…
การเตรียมพร้อม 14 จังหวัดภาคใต้ ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทบทวนแผนรายพื้นที่ และเตรียมอพยพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางก่อนเกิดสถานการณ์
นี่คือ…โอกาสของรัฐบาลที่จะลดความสูญเสียตั้งแต่ก่อนเกิดภัย! แต่เป็น ข้อสั่งการที่ยังต้องรอการพิสูจน์จากผลการปฏิบัติจริง?
นายอรรษิษฐ์ ย้ำให้…ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำข้อสั่งการไปปฏิบัติทันที ครอบคลุมข้อมูลเตือนภัย ศูนย์พักพิง การแพทย์ การระบายน้ำ ตลอดจนเยียวยาและฟื้นฟูหลังน้ำลด
นายกฯอนุทิน ถือธงนำ :
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะ ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็น…ผู้กำกับทิศทางนี้โดยตรง ก่อนหน้านั้น เขาได้สั่งจังหวัดที่เกิดหรือคาดว่าจะเกิดอุทกภัย เตรียมศูนย์บัญชาการทุกระดับ กำหนดพื้นที่และภารกิจให้ชัด พร้อมมีจุดประสานงานที่ประชาชนเข้าถึงได้
รายงานจากรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ระบุ…แนวโน้มฝนเพิ่มในภาคใต้ช่วง 5–7 และ 11–13 ตุลาคม พร้อมข้อสั่งการให้ผู้ว่าฯ และกองทัพภาคที่ 4 เตรียมกำลังและเครื่องมือไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ช่วงหลังยังอาจเปลี่ยนแปลง ต้องติดตามข้อมูลล่าสุดอย่างต่อเนื่อง
ในทางการเมือง นายกรัฐมนตรี ซึ่งถือทั้งอำนาจบริหารรัฐบาลและกำกับมหาดไทย ย่อมจะต้องถูกประเมินจากความสามารถ ที่จะทำให้…จังหวัด ท้องถิ่น กองทัพ และหน่วยงานด้านน้ำตัดสินใจร่วมกัน โดยเฉพาะ เมื่อจำเป็นต้องแจ้งเตือนและเคลื่อนย้ายประชาชนก่อนเห็นน้ำท่วมตรงหน้า
ข้อมูลต้องถึงคำสั่ง :
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวใน การประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง วันที่ 5 ตุลาคมว่า…ปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่คือ แต่ละหน่วยงานทำงาน แต่เมื่อเชื่อมต่อกันยังเกิดปัญหา จึงต้องบูรณาการและใช้ข้อมูลชุดเดียว พร้อมประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า 7–10 วัน
แม้จะเป็น ความเห็น…เกี่ยวกับภาคกลาง แต่มันก็ สะท้อนโจทย์ที่ภาคใต้ จะต้องตอบเช่นกัน ข้อมูลฝน ระดับน้ำ แบบจำลอง และภาพถ่ายดาวเทียม จะช่วยประชาชนได้ต่อเมื่อผู้มีอำนาจนำไปตัดสินใจทันเวลา และสื่อสารชัดว่าใครเสี่ยง ต้องทำอะไร? และต้องออกจากพื้นที่เมื่อใด?
ศูนย์ 24 ชั่วโมง จึงต้องมี…เจ้าหน้าที่และทรัพยากรที่สั่งใช้ได้จริง มีเกณฑ์ยกระดับสถานการณ์ และมีผู้รับผิดชอบตัดสินใจ
หากยังต้องรอการประสานหลายทอด “เวลาทอง” ของการเตือนภัย! อาจหมดไปก่อนคำสั่งถึงชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ได้!!!
ฝ่ายค้านวัดผล :
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวหลังลงพื้นที่รังสิตเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมว่า…ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงจำนวนเครื่องสูบน้ำ แต่ต้องดูว่าระบบสามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้รวดเร็วเพียงใด? พร้อมเรียกร้องให้ส่วนกลางประสานประตูระบายน้ำบริเวณรอยต่อ และตอบประชาชนว่าน้ำจะลดเมื่อใด?
แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะอยู่ใน บริบทกรุงเทพฯ – ปทุมธานี แต่ให้ “เกณฑ์ตรวจสอบ” รัฐบาล ที่นำไปใช้ตั้งคำถามกับพื้นที่อื่นได้ กล่าวคือ…ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าต้องเดินคู่กับการแก้ระบบ และประชาชนควรได้รับคำอธิบายที่ตรวจสอบผลได้
สำหรับภาคใต้ เกณฑ์นั้น ควรเริ่มตั้งแต่…ก่อนน้ำมา เช่น เตือนประชาชนได้ล่วงหน้าเท่าใด? ย้ายผู้ป่วยและผู้สูงอายุได้กี่คน? ศูนย์พักพิงรองรับได้จริงเพียงใด? และ แก้ปัญหาทางน้ำที่พาดผ่านหลายท้องถิ่นอย่างไร?
หาดใหญ่มีบทเรียน :
หาดใหญ่เป็นกรณีสำคัญ เพราะมีเครือข่ายวิชาการและชุมชนร่วมรับมือน้ำท่วมมายาวนาน แต่บทเรียนอุทกภัยปลายปี 2568 ทำให้ต้องทบทวนทั้งการพยากรณ์ การเตือนภัย การบัญชาการ และการจัดการศูนย์พักพิง
ก่อนหน้านี้ นายณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI เคยชี้ว่า…กลไกหาดใหญ่โมเดลมีความเปราะบางด้านความต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นการรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการและอาจได้รับผลกระทบเมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร
ต่อมาใน การถอดบทเรียนปี 2568 เขาเน้นว่า…การเตือนต้องให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว ย้ายทรัพย์สิน ส่งผู้ป่วย และอพยพกลุ่มเปราะบาง พร้อมเตรียมอำนาจบัญชาการ การควบคุม และขีดความสามารถปฏิบัติการไว้ตั้งแต่ภาวะปกติ
สาระสำคัญจากบทเรียนนี้ ก็คือ…ระบบต้องทำงานต่อเนื่องได้แม้เปลี่ยนตัวบุคคล? ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานต้องมีขั้นตอนรองรับ และข้อมูลวิชาการต้องเข้าสู่การตัดสินใจได้ทันเวลา
โมเดลใหม่ต้องพิสูจน์ :
ส่วน รศ.ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อธิบายแนวทาง “หาดใหญ่โมเดลพลัส” ในปี 2569 ว่า…มุ่งพัฒนาการคาดการณ์ด้วย AI ข้อมูลกลาง ศูนย์พักพิงอัจฉริยะ และชุมชนเข้มแข็ง เพื่อเพิ่มความพร้อมรับมือและฟื้นตัวจากภัยพิบัติ
ระบบ Hatyai ROD เป็นส่วนหนึ่งของการ รวมข้อมูลทรัพยากร กลุ่มเปราะบาง และอาสาสมัครให้ผู้บัญชาการใช้ประกอบการสั่งการ ขณะที่ จังหวัดสงขลาติดตามระบบเตือนภัยลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา และพิจารณาขั้นตอนแจ้งเตือนให้หน่วยงานสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน
ความคืบหน้าเหล่านี้ ถือเป็น…ฐานที่ควรสนับสนุน แต่จะต้องติดตาม ผลการซ้อมและความพร้อมใช้งานจริง! โดยเฉพาะ กรณีไฟฟ้าหรือโทรศัพท์ขัดข้อง รวมถึ งขีดความสามารถของศูนย์พักพิงและเส้นทางอพยพ
ก่อนสรุปว่า…“โมเดลใหม่” ปิดช่องว่างและปัญหาเดิมๆ ได้แล้ว
คนเสี่ยงภัยต้องออกได้ทัน :
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…คำสั่งเตรียม 14 จังหวัดใต้ มีคุณค่าตรงที่ “เปิดพื้นที่” ให้รัฐบาลได้ทำงานก่อนเกิดวิกฤต ความรับผิดชอบทางการเมือง! จึงควรผูกกับผลที่ประชาชนสัมผัสได้ ตั้งแต่…การรับข่าวเตือนจนถึงการเดินทางเข้าพื้นที่ปลอดภัย
จังหวัดควรตรวจรายชื่อกลุ่มเปราะบาง รถรับส่ง ผู้ดูแล ยา และปลายทางรองรับให้ครบ พร้อมกำหนดผู้ตัดสินใจและเกณฑ์อพยพชัดเจน
ส่วน รัฐบาลต้องแก้ข้อขัดข้องที่จังหวัดหรือท้องถิ่นจัดการเองไม่ได้ และเปิดเผยความพร้อมที่ยังขาดเพื่อเร่งเติมให้ทัน
หากจะขยายบทเรียนหาดใหญ่สู่จังหวัดอื่น ต้องปรับตามลุ่มน้ำ สภาพเมือง และชุมชน พร้อมมีงบ บุคลากร และระบบส่งต่องานที่ต่อเนื่อง การมีชื่อโมเดลเดียวกันไม่อาจทดแทนความพร้อมของแต่ละพื้นที่
สำหรับ “รัฐบาลอนุทิน” ภาคใต้จึงเป็น “บททดสอบ” ของการเปลี่ยนคำสั่งเป็นความปลอดภัย เป้าหมายที่ต้องพิสูจน์ นั่นก็คือ…
เมื่อข้อมูลบอกว่าวิกฤตกำลังมา ประชาชนได้รับคำเตือนที่เชื่อถือได้ และออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ทันหรือไม่???
เพราะความสำเร็จของศูนย์บัญชาการ ต้องวัดจากชีวิตที่ปกป้องได้ก่อนน้ำถึงบ้าน!!!.

