(‘เอกนิติ’ ชูยุทธศาสตร์ STI รับโลกแตกขั้ว เร่งลงทุนจริง – ถ่ายทอดเทคโนโลยี – เชื่อม SMEs สู่อุตสาหกรรมใหม่)
“รองนายกฯเอกนิติ” วางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยบนเวที 30 ปีไทยโพสต์ ใช้ STI สร้างเสถียรภาพ เร่งเปลี่ยนผ่าน และลงทุนเพื่ออนาคต ชี้โจทย์สำคัญคือเปลี่ยนกระแสย้ายฐานผลิตให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมส่งต่อโอกาสถึงแรงงานและธุรกิจไทย
โลกที่กำลังเปลี่ยนกติกาการค้าและการลงทุน เปิดโอกาสให้ประเทศไทยรับการย้ายฐานผลิตระลอกใหม่ แต่โอกาสจะกลายเป็นความมั่งคั่งของประเทศได้มากเพียงใด? ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมเงินทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ เข้ากับแรงงานและผู้ประกอบการไทย

นี่คือ…แกนสำคัญ จากปาฐกถาของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หัวข้อ “ลงสนามจริง ไม่พึ่งโชค: ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ในวันที่โลกไร้กติกาเดิม” ในงานเสวนา 30 ปีไทยโพสต์ “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ สยาม อีเวนท์ เฮ้าส์ ซอยประชาชื่น 46
ซึ่ง รองนายกฯเอกนิติ ได้นำเสนอให้ประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ “สติ” หรือ STI ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ…
S – Stabilize Today: สร้างเสถียรภาพตั้งแต่วันนี้ แก้หนี้ครัวเรือน เติมสภาพคล่อง SMEs และรักษาวินัยการเงินการคลัง
T – Transition Now: เร่งเปลี่ยนผ่านทันที โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
และI – Invest for Tomorrow: ลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้ ทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะคนไทย
โลกเปลี่ยน ไทยต้องพร้อม :
ดร.เอกนิติ ย้อนบทเรียนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ญี่ปุ่นกระจายฐานผลิตออกนอกประเทศ โดยความพร้อมของโครงการชายฝั่งทะเลตะวันออก ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม ช่วยให้ไทยรับการลงทุนและก้าวสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เขามองว่า…โลกแตกออกเป็นหลายขั้ว มีทั้งกำแพงภาษี ความขัดแย้ง และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว นักลงทุนจึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของฐานผลิตและความสามารถในการค้าขายกับหลายฝ่าย ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทย
“เพราะประเทศไทยปลอดภัย และสามารถค้าขายได้กับทุกคน เนื่องจากเรามีความเป็นกลาง” ดร.เอกนิติ กล่าวถึงเหตุผลที่ได้รับจากการหารือกับนักลงทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” แล้ว ความได้เปรียบนี้ ต้องมีความพร้อมรองรับ ทั้งขั้นตอนอนุญาตที่ชัดเจน บุคลากรที่มีทักษะ ระบบขนส่ง และไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ เพราะนักลงทุนตัดสินใจจากความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้จริง
การเป็นหมุดหมายที่น่าสนใจ จึงต้องต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตที่แข่งขันได้ในระยะยาว
จากคำขอ สู่โรงงานจริง :
สาระที่ควรจับตา คือ การปรับวิธีวัดความสำเร็จของการส่งเสริมการลงทุน และเรื่องนี้ ดร.เอกนิติ ย้ำว่า…“สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนให้เกิดการลงทุนจริง” พร้อมกล่าวถึง การปรับกติกา BOI และการเร่งแก้อุปสรรคผ่าน Thailand FastPass
ทิศทางดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะคำขอรับการส่งเสริม การอนุมัติโครงการ และการเปิดดำเนินการ เป็นคนละขั้นตอน การติดตามผล จึงต้องเห็นว่า…โครงการเดินหน้าไปถึงไหน? ติดขัดเรื่องใด? และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้วเพียงใด?
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เห็นว่า…ตัวชี้วัดที่ประชาชนควรติดตามต่อคือการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักร การจ้างงาน คุณภาพตำแหน่งงาน ตลอดจน การซื้อวัตถุดิบและบริการจากธุรกิจไทย หากรายงานผลเหล่านี้ได้ต่อเนื่อง จะช่วยให้สังคมประเมินได้ว่าแรงส่งจากทุนโลกกำลังขยายเข้าสู่เศรษฐกิจภายในมากน้อยเพียงใด
ถ่ายทอดวิชา ต่อโอกาส :
ดร.เอกนิติ กล่าวถึง Skill Bridge ซึ่งเชื่อมการลงทุนกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึง เทคโนโลยีรับส่งข้อมูลด้วยแสง หรือ Optical Transceiver ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

เขายังชี้ถึง ความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจรูปตัว K ซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ได้รับประโยชน์มาก ขณะที่ธุรกิจอีกส่วนยังเผชิญข้อจำกัด ดังนั้น การเพิ่มทักษะและเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานจึงเป็นโจทย์สำคัญ
“โจทย์สำคัญ คือทำอย่างไรให้ผลประโยชน์ตกกับคนไทยและธุรกิจไทย” ดร.เอกนิติ กล่าว
ประเด็นนี้ ต้องแปลงเป็นความร่วมมือที่มีผลลัพธ์ชัดเจน ตั้งแต่..หลักสูตรที่สอดคล้องกับงานจริง การฝึกงานกับโรงงาน ไปจนถึง การพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้ผ่านมาตรฐานของผู้ซื้อ
ทั้งนี้ การอบรมจะมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ต่อเมื่อ…ผู้เรียนได้งาน มีรายได้สูงขึ้น หรือธุรกิจได้รับคำสั่งซื้อใหม่
พลังงานรองรับอนาคต :
ยุทธศาสตร์ T – Transition Now ให้ความสำคัญกับ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซนำเข้า โดยเสนอให้ส่งเสริมพลังงานสะอาดและพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าของประชาชน
ทิศทางนี้ เชื่อมทั้งเศรษฐกิจครัวเรือนและการลงทุน เพราะครัวเรือนต้องการลดรายจ่าย ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ต้องการพลังงานที่เพียงพอ มีเสถียรภาพ และตอบเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…การผลักดันโซลาร์ภาคประชาชนต้องดำเนินควบคู่กับกติกาเชื่อมต่อระบบ เงื่อนไขรับซื้อไฟ มาตรฐานติดตั้ง และบริการหลังการขาย ดังนั้น ประชาชนไทยจึงจะประเมินต้นทุนและผลตอบแทนได้ พร้อมกันนั้น ควรพัฒนาธุรกิจติดตั้ง บำรุงรักษา และการผลิตอุปกรณ์ในประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสร้างงานและมูลค่าเพิ่มแก่ไทยด้วย
ประคองฐาน ลงทุนคน :
ด้าน S – Stabilize Today, ดร.เอกนิติ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และการรักษาวินัยการเงินการคลัง ส่วน I – Invest for Tomorrow มุ่งลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี และทักษะคน เพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมสูงวัย

ตัวอย่างหนึ่ง คือ แนวคิด AI “นกกระซิบ” ภายใต้ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งนำข้อมูลมาช่วยร้านค้ารายย่อยบริหารต้นทุนและยอดขาย รวมถึงใช้ข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อ
ในทางปฏิบัติ ข้อมูลที่ดีช่วยให้ธนาคารรู้จักธุรกิจมากขึ้น แต่การอนุมัติสินเชื่อยังต้องพิจารณาความสามารถชำระหนี้และหลักเกณฑ์ของผู้ให้กู้ การพัฒนาระบบจึงควรเชื่อมการใช้ข้อมูลกับคำปรึกษาธุรกิจและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อให้ร้านค้ามีรายได้และกระแสเงินสดแข็งแรงพอจะเติบโต
ทีมเดียว ต้องเห็นผล :
ดร.เอกนิติ ยังได้เปรียบ ภาคเอกชน เป็น “กองหน้า” รัฐ เป็น “กองกลาง” และ เสถียรภาพการเงินการคลังเป็น “กองหลัง” โดยใช้ อุตสาหกรรมเป้าหมายและความร่วมมือภาครัฐ – เอกชนเป็นกลไกขับเคลื่อน
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มั่นใจว่า…โมเดลนี้จะเกิดผลเมื่อแต่ละฝ่ายมีหน้าที่และเป้าหมายร่วมกันชัดเจน
ผู้ลงทุนต้องรู้ว่าอุปสรรคจะคลี่คลายเมื่อใด?
มหาวิทยาลัยต้องรู้ว่าธุรกิจต้องการคนแบบไหน?
และ SMEs ต้องรู้ว่าจะพัฒนาตัวเองเพื่อเข้าถึงคำสั่งซื้อได้อย่างไร?
บทพิสูจน์ของ STI (สติ) จึงอยู่ที่การเชื่อมทุกขั้นตอนให้ต่อเนื่อง…จากเงินลงทุนสู่การผลิต จากการผลิตสู่การจ้างงาน และจากอุตสาหกรรมใหม่สู่รายได้ของธุรกิจไทย
หากทำได้จริงแล้ว! ประเทศไทยจะใช้…กระแสย้ายฐานผลิต เป็น “แรงส่ง” ในการยกระดับเศรษฐกิจ พร้อมทำให้ประชาชนไทยได้มีส่วนร่วมในโอกาสครั้งนี้ อย่างเป็นรูปธรรม!!!.

