• ศุกร์ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 09:41 น.

ใครตัดวงจรส่วยสแกมเมอร์?

BREAKING NEWS POLITICAL

(ปมสินบน 40 ล.ต้องมีคำตอบ! รัฐจะปิดช่องซื้อความคุ้มครอง+หยุดความเสียหายคนไทยอย่างไร?)

ข้อเสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาทกลับมาเป็นประเด็นร้อนกลางสภาฯ แต่คำตอบที่ประชาชนต้องการอยู่ไกลกว่าการปะทะทางการเมือง: คดีเดินถึงไหน ใครรับผิดชอบ และรัฐจะป้องกันไม่ให้อาชญากรรมออนไลน์ซื้อการละเว้นจากผู้มีอำนาจได้อย่างไร?

ศึกสภา คดีต้องเดิน :

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ทำให้ข้อเสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาทกลับมาอยู่ในความสนใจ หลัง นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถาม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถึงความคืบหน้าของเรื่องที่รัฐมนตรีเคยเปิดเผยด้วยตนเองเมื่อหนึ่งปีก่อน

การซักถามลุกลามไปสู่ข้อพาดพิง สามีของ สส.หญิงชัยภูมิ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.พรรคภูมิใจไทย จึงประท้วง เรียกร้องให้เปิดหลักฐานและถอนคำพูด ขณะที่โรมยืนยันไม่ถอน จน น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง สั่งให้ออกจากห้องประชุม

น.ส.สุชาดา แถลงภายหลังว่า…การพาดพิงทำให้ครอบครัวเสียหาย ยืนยันการยื่นบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมาย พร้อมพิสูจน์ข้อเท็จจริงหากมีหลักฐาน และเตรียมปรึกษาทนายเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า…ข้อพาดพิงครอบครัวสุชาดายังเป็นข้อกล่าวหาที่เจ้าตัวปฏิเสธ และข่าวที่ตรวจพบยังไม่ได้ยืนยันว่าสามีของเธอเป็นผู้เสนอสินบน 40 ล้านบาท การพิสูจน์ทั้งสองประเด็นจึงต้องอาศัยหลักฐานเฉพาะเรื่อง ไม่ใช้การกล่าวถึงในกระทู้เดียวกันเป็นข้อสรุปว่าเชื่อมโยงกันแล้ว

หนึ่งปี คำตอบอยู่ไหน? :

ต้นเรื่องเกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ระหว่าง…การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายไชยชนก ระบุว่า…ก่อนรับตำแหน่ง มีผู้ติดต่อผ่านบุคคลที่รู้จัก เสนอเงินเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าปฏิเสธแล้ว

หากข้อเสนอดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นจริง ความหมายย่อมใหญ่กว่าจำนวนเงิน เพราะสะท้อนความพยายามเปลี่ยนอำนาจปราบปรามของรัฐให้เป็นสิ่งที่ต่อรองซื้อได้ และทำให้อาชญากรรมดำเนินต่อไปโดยประชาชนเป็นผู้รับความเสียหาย

เรื่องนี้มีการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบแล้ว วันที่ 31 ตุลาคม 2568 โฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า…กองปราบปรามส่งสำนวนการสอบสวน และสำนักงานรับไว้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม โดยอยู่ระหว่างพิจารณารวมกับคำกล่าวหาที่ได้รับก่อนหน้าเพื่อดำเนินการด้วยกัน

การรับสำนวนยังไม่ใช่การชี้มูล แต่เมื่อผ่านหนึ่งปี คำถามที่หน่วยงานรับผิดชอบควรตอบคือ ตรวจสอบถึงขั้นใด ยังขาดหลักฐานอะไร และมีขั้นตอนใดที่เปิดเผยให้สังคมติดตามได้

คำชี้แจง ต้องต่อกัน :

อีกประเด็นที่ต้องทำให้ชัดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคำอภิปรายต้นเรื่องกับคำชี้แจงภายหลัง Thai PBS รายงานว่า…เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายไชยชนกชี้แจงต่อ กมธ.กฎหมายฯ และตอบนักข่าวว่า…ยังไม่แน่ใจว่าผู้เสนอจ่ายเงินมีอยู่จริงหรือไม่? โดยอธิบายถึงข้อมูลเตือนที่ได้รับและการส่งเรื่องให้ตำรวจและ ป.ป.ช.

คำชี้แจงนี้ทำให้ต้องถามต่อว่า…รัฐมนตรีรับรู้ข้อเสนอส่วนใดโดยตรง ส่วนใดเป็นคำบอกเล่า และผลการตรวจสอบยืนยันหรือหักล้างข้อมูลเดิมอย่างไร การอธิบายให้ต่อเนื่องกันย่อมช่วยให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงมากกว่าปล่อยให้แต่ละฝ่ายเลือกใช้คำพูดคนละช่วงเวลาโจมตีกัน

ในการตอบกระทู้วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายไชยชนก ระบุว่า…ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายในกระทรวงแล้ว ไม่พบหลักฐานว่าคนในกระทรวงเกี่ยวข้อง พร้อมส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ ร้องทุกข์กับตำรวจ และขอให้ฝ่ายค้านส่งหลักฐานหรือเบาะแสเพิ่มเติม

ข้อชี้แจงเรื่องผลตรวจสอบภายในกระทรวงเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ แต่ยังต้องติดตามผลสอบสวนผู้เสนอเงินและเส้นทางการติดต่อให้ครบ จึงจะตอบคำถามต้นเรื่องได้

คำรับรอง ต้องมีผล :

ย้อนกลับไปวันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความมั่นใจว่า…นายไชยชนกจะไม่ปล่อยผ่านการทุจริต พร้อมกล่าวถึงความจำเป็นในการตรวจสอบย้อนหลัง และยืนยันว่า…รัฐบาลต้องไม่มีการโกงไม่ว่าจะบริหารนานเท่าใด?

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็เป็น นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกฯ และอดีต รมว.ดีอี ที่ออกมาตอบโต้ในช่วงต้นเรื่องว่า…ตลอดสองปีที่ดำรงตำแหน่ง ไม่เคยมีผู้เสนอผลประโยชน์เช่นนี้ พร้อมเรียกร้องให้เร่งนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ทั้งสองเป็นคำแสดงจุดยืนในปี 2568 เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ควรนำมาเทียบจึงเป็นผลดำเนินการที่ตรวจสอบได้ ทั้งการสอบพยาน การติดตามหลักฐาน และความคืบหน้าของสำนวน โดยเคารพความเป็นอิสระของหน่วยงานสอบสวน

ปิดช่อง ซื้ออำนาจ :

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ประโยชน์สูงสุดของข่าวนี้คือการผลักให้รัฐตอบว่า…เมื่อมีผู้พยายามเสนอผลประโยชน์แลกกับการละเว้นหน้าที่ ระบบจะทำงานทันทีอย่างไร?

ควรมีกระบวนการบันทึกเหตุ เก็บรักษาหลักฐาน และส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจอย่างตรวจสอบย้อนหลังได้ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบติดตามเรื่อง เพื่อไม่ให้ข้อมูลสำคัญขึ้นอยู่กับความจำ คำบอกเล่า หรือการตัดสินใจของบุคคลเพียงคนเดียว

หากตรวจพบเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระจากผู้ถูกกล่าวหา หากข้อกล่าวหาไม่เป็นจริง ต้องชี้แจงผลให้ชัดเพื่อคุ้มครองผู้ถูกพาดพิงเช่นกัน ความน่าเชื่อถือของระบบเกิดจากการพิสูจน์ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ตามเงิน ถึงผู้สั่งการ :

การปราบอาชญากรรมออนไลน์จะหยุดความเสียหายได้ยาก หากดำเนินคดีถึงเพียงผู้รับจ้างหรือผู้ปฏิบัติระดับล่าง การสอบสวนจึงต้องมุ่งพิสูจน์ว่าใครสั่งการ ใครรับผลประโยชน์ เงินเคลื่อนผ่านช่องทางใด และมีผู้ใดช่วยให้เครือข่ายหลบเลี่ยงกฎหมายหรือไม่?

ทุกความเชื่อมโยงต้องตั้งอยู่บนหลักฐาน โดยไม่ใช้ความใกล้ชิดทางการเมือง ความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือทรัพย์สินจำนวนมากเป็นข้อพิสูจน์ความผิดด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน ตำแหน่งและสังกัดพรรคก็ต้องไม่เป็นเหตุให้บุคคลใดได้รับข้อยกเว้นจากการตรวจสอบ

มาตรฐานเดียวกันจึงหมายถึงการใช้หลักฐานและกระบวนการเดียวกันกับทุกคน ตั้งแต่การรับเบาะแสจนถึงการเปิดเผยผลตรวจสอบ

ประชาชน ต้องได้คืน :

สำหรับผู้เสียหาย ตัวเลขจับกุมหรือยึดทรัพย์มีความหมายเมื่อเชื่อมกับโอกาสได้รับเงินคืนและการลดความเสี่ยงถูกหลอกซ้ำ รัฐจึงควรรายงานให้เห็นว่า…ทรัพย์ที่ติดตามได้เข้าสู่กระบวนการคืนผู้เสียหายเพียงใด? ใช้เวลานานเท่าใด? และติดขัดตรงไหน?

การเปิดเผยความคืบหน้าทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดรายละเอียดที่กระทบการสอบสวน แต่ควรบอกสถานะ หน่วยงานรับผิดชอบ และขั้นตอนถัดไปให้ประชาชนติดตามได้ รวมถึงช่องทางส่งหลักฐานที่ปลอดภัยสำหรับผู้เสียหายและผู้ให้เบาะแส

ปมสินบน 40 ล้านบาท จึงควรพาสังคมไทยไปถึงคำตอบ 3 เรื่อง นั่นคือ…

1.พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้จบ

2.ปิดช่องซื้อการละเว้น

และ3.ลดความเสียหายของประชาชนให้เห็นผล

เมื่อทำได้ ข่าวนี้จะให้ประโยชน์มากกว่าการรู้ว่า…ใครชนะการโต้เถียงกลางสภาฯ เพราะคนไทยจะได้รู้ว่า… เมื่ออาชญากรรมพยายามเข้าถึงอำนาจรัฐ กฎหมายยังทำงานได้ และมีระบบที่พวกเขาตรวจสอบได้อย่างแท้จริง!!!.