(ที่สุด! วลีการเมืองจากปาก ‘นายกฯอนุทิน’ ถึงมือคนไทยแล้วหรือยัง?)
กรุงเทพฯ ประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยครบ 50 เขต “รัฐบาลอนุทิน” สั่งทุกหน่วยทำงานเป็น “ทีมเดียวกัน” งบประมาณ เครื่องมือ กำลังคนต้องพร้อม แต่สำหรับ “คนที่”…บ้านถูกน้ำท่วม รถเสีย เดินทางไม่ได้ และกำลังรอความช่วยเหลือ คำถามสำคัญกว่าคำสั่ง นั่นคือ…“ทีมเดียวกัน” นี้ไปถึงหน้าบ้านแล้วหรือยัง???
50 เขตภัยพิบัติ – จาก “น้ำท่วม” สู่ภารกิจรัฐบาล :
กรุงเทพมหานคร ประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต เมื่อ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ภายหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง!
ส่งผลให้ เมืองหลวงของไทย…ตกอยู่ในสภาวะน้ำท่วมขัง การจราจรติดขัด กระทบชีวิตประจำวัน และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินประชาชนและรัฐ
การประกาศดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อ “เปิดทาง” ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้อำนาจและกลไกช่วยเหลือได้รวดเร็วขึ้น
นับจากวินาทีนั้น น้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่…ภารกิจของ กทม.เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป!
แต่เป็น “บททดสอบ” การทำงาน? ระหว่าง…รัฐบาลกลาง กระทรวงต่าง ๆ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่
โดยมี “คนไทยที่กำลังเดือดร้อน” เป็น…ปลายทางของ “บททดสอบ” ข้างต้น
นายกฯ สั่งชัด! “ทีมไทยแลนด์” ไม่แยกกระทรวง :
แม้อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่กรุงลอนดอน กระนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เปิด “ประชุมทางไกล” เพื่อติดตามสถานการณ์กรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อวันที่ 26 กันยายน
นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำงานเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่…การสูบ การผัน ไปจนถึงการระบายน้ำออกสู่ทะเล โดยไม่แก้ปัญหาพื้นที่หนึ่งแล้วผลักภาระไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง
แต่ประโยคสำคัญที่สุด! นั่นก็คือ…
“พวกเราทุกคนคือหนึ่งเดียวกัน เป็นทีมไทยแลนด์ ไม่แยกกระทรวง ไม่แยกระบบการบริหาร ลำดับแรกคือประชาชน”
พร้อมยืนยันว่า…รัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือ และทรัพยากรจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ รวมถึง เสนอให้ส่วนราชการพิจารณา Work From Home เพื่อลดการเดินทาง
นี่เป็นหลักคิดที่ชัดเจน
แต่หลัง…คำสั่งทางการเมือง! สิ่งที่จะพิสูจน์คำว่า…“ทีมเดียวกัน” ไม่ใช่จำนวนหน่วยงานที่เข้าประชุม หากเป็นความเร็วและความชัดเจนของการปฏิบัติในพื้นที่
รองฯเอกนิติ – เตรียมก่อนเกิดภัย :
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะ…ประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง มีคำสั่งตั้งแต่ วันที่ 24 กันยายน ก่อน กทม.ประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยครบ 50 เขต
คำสั่งครอบคลุม ตั้งแต่…การพร่องน้ำในลำน้ำสายหลักและคลองสาขา การบริหารเขื่อน การผันน้ำเพื่อลดปริมาณที่จะไหลผ่านกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตรวจคันกั้นน้ำ เตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เจ้าหน้าที่และศูนย์พักพิง
พร้อมกำชับให้มี ข้อมูลชุดเดียวกัน และ สื่อสารสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างรวดเร็ว
จึงถือได้ว่า…ก่อนวิกฤตขยายตัว รัฐบาลมีทั้งคำเตือนและคำสั่งเตรียมการอยู่แล้ว!!??
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ จึงไม่ใช่เพียงว่า…“รัฐบาลสั่งการอะไรหรือไม่?” แต่เป็น…คำสั่งที่มีอยู่เปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ในพื้นที่ได้เร็วเพียงใด???
คมนาคม – “เส้นทางต้องไม่ขาด” :
อีกด้านหนึ่ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม สั่งหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมถนน รางและทางน้ำ พร้อมกำลังคน เครื่องจักร ยานพาหนะและอุปกรณ์
โดยวาง “หลักการสำคัญ” เอาไว้ว่า…“คนต้องปลอดภัย–เส้นทางต้องไม่ขาด–ข้อมูลต้องถึงประชาชนเร็วที่สุด!”
นี่เป็นโจทย์ที่…ประชาชนคนไทยสามารถสัมผัสได้โดยตรง!!??
เพราะใน ภาวะน้ำท่วม “เส้นทาง” ไม่ได้หมายถึงเพียงการจราจร แต่หมายถึง…รถพยาบาลที่ต้องเข้าโรงพยาบาล คนที่ต้องกลับบ้าน รถส่งอาหาร สินค้าจำเป็น ตลอดจน การเข้าถึงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่กู้ภัย
คำว่า…“เส้นทางต้องไม่ขาด” จึงเป็นหนึ่งใน “ตัวชี้วัด!” ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการบริหารวิกฤตครั้งนี้
คำสั่งพร้อม – แต่ปลายทางต้องง่าย :
เมื่อมองเฉพาะ ระดับนโยบาย จะเห็นว่า…รัฐบาลมีคำสั่งลงมาหลายด้าน???
นายกรัฐมนตรีสั่งบูรณาการ
รองนายกรัฐมนตรีกำกับระบบน้ำ
กระทรวงคมนาคมดูเส้นทาง
กรุงเทพมหานครบริหารสถานการณ์ในพื้นที่
และ สำนักงานเขตเป็นหน่วยใกล้ประชาชนที่สุด
แต่สำหรับ “คนที่น้ำเข้าบ้าน” โครงสร้างราชการเหล่านี้ อาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด! สำหรับพวกเขา???
คำถามของคนเหล่านี้ อาจง่ายกว่านั้นมาก…
บ้านเสียแจ้งใคร?
รถเสียมีใครช่วยหรือไม่?
ขาดรายได้ได้รับความช่วยเหลืออะไร?
ต้องใช้หลักฐานอะไร?
และ เงินจะมาถึงเมื่อไร?
หาก…วลีการเมือง ที่ นายกฯอนุทิน เรียกว่าเป็น “ทีมเดียวกัน” ทำงานจริง คนที่กำลังเดือดร้อน…ก็ไม่ควรจะต้องวิ่งไปประสานหน่วยงานรัฐต่างๆ ด้วยตัวเอง!!!
50 เขต – ไม่ได้หมายถึงทุกบ้านได้เงิน :
กรุงเทพมหานคร “เปิดขั้นตอน” ให้ผู้ได้รับผลกระทบ แจ้งความเสียหายต่อสำนักงานเขต โดยต้องผ่าน…การสำรวจ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยก่อนเข้าสู่การพิจารณาความช่วยเหลือ
กทม.ย้ำชัด! ว่า…การประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยครบ 50 เขต ไม่ได้หมายความว่าทุกครัวเรือนจะได้รับเงินโดยอัตโนมัติ???
ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะ คนกรุงเทพฯที่บ้านจมน้ำ จึงควร…ถ่ายภาพหรือวิดีโอความเสียหายของบ้าน ทรัพย์สิน และเครื่องมือประกอบอาชีพไว้เป็นหลักฐาน
นี่คือ…จุดที่การสื่อสารของรัฐมีความสำคัญไม่แพ้เครื่องสูบน้ำ!!!
เพราะหาก ประชาชนคนไทย เข้าใจตรงกัน ว่า…“ประกาศภัยพิบัติ = ทุกบ้านได้เงิน” ความคาดหวังที่ผิดย่อมตามมาด้วยความผิดหวังและข้อขัดแย้งภายหลัง
เงินเยียวยา – ต้องชัดก่อนน้ำลด :
อีกเรื่องที่ “รัฐบาลอนุทิน” และ กทม. ควรทำให้ชัด! ก็คือ…สิทธิและหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ!!??
ข้อมูลที่ กทม.เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ระบุค่า…ซ่อมแซมที่พักอาศัยตามความเสียหายจริงสูงสุด 49,500 บาทต่อหลัง พร้อมความช่วยเหลือด้านที่พัก เครื่องมือประกอบอาชีพ ค่ารักษาพยาบาล และด้านอื่นตามหลักเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์เงินทดรองราชการฉบับใหม่ ของกระทรวงการคลัง ที่มีผลกับภัยตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 ได้ปรับอัตราค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำสูงสุดเป็น 88,600 บาทต่อหลัง
จึงเป็นรายละเอียดที่ หน่วยงานเกี่ยวข้องควรชี้แจงให้ตรงกัน ว่า…ผู้ประสบภัยกรุงเทพฯ ครั้งนี้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ใด? เพื่อไม่ให้ตัวเลขจากภาครัฐเองสร้างความสับสนในช่วงที่ประชาชนกำลังต้องการข้อมูลที่แน่นอนที่สุด!!!
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขไหน “ดีกว่ากัน” แต่อยู่ที่…คนไทยต้องรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง???
“ข้อมูล” – อีกหนึ่งเครื่องมือกู้ภัย :
ภาพของ การช่วยเหลือภัยพิบัติ! มักทำให้เรานึกถึง…เรือ รถทหาร เครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย หรือศูนย์พักพิง
แต่ใน…มหานครที่มีประชากรหลายล้านคน ข้อมูลอาจมีความสำคัญไม่แพ้เครื่องจักร
ถนนไหนผ่านได้ โรงพยาบาลไหนเข้าได้ น้ำบริเวณใดกำลังสูงขึ้น จะขอความช่วยเหลือที่ไหน จะขอเยียวยาอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบ
กระทรวงคมนาคม เอง ประกาศหลัก เอาไว้ว่า “ข้อมูลต้องถึงประชาชนเร็วที่สุด” ขณะที่ ฝ่ายบริหารน้ำกำชับให้หน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน
ถ้า รัฐบาลทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงาน กลายเป็น ข้อมูลชุดเดียวที่คนไทยเข้าใจง่ายและใช้ได้ทันที!
นั่นอาจเป็น…ผลงานสำคัญของ “ทีมเดียวกัน” ไม่แพ้การเร่งระบายน้ำ!!??
บทพิสูจน์ – อยู่หลังคำสั่ง :
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลาง “คำสั่ง” จาก…รัฐบาลหลายระดับ? ทั้ง…การบริหารน้ำ การคมนาคม การอพยพ การสาธารณสุข การเตรียมเครื่องจักร และการช่วยเหลือประชาชน
สิ่งเหล่านี้ สะท้อนว่า…กลไกรัฐถูกสั่งให้ขยับแล้ว
แต่ในทางการเมือง การออกคำสั่ง คือ…จุดเริ่มต้น! ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความรับผิดชอบ
โดยหลังจากนี้ สิ่งที่ต้องติดตามจึงเป็น ผลลัพธ์ ไม่ว่าจะเป็น…
น้ำลดเร็วเพียงใด?
เส้นทางกลับมาใช้ได้เมื่อไร?
คนเดือดร้อนเข้าถึงความช่วยเหลือง่ายหรือยาก?
ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ตรงกันหรือไม่?
และเงินช่วยเหลือถึงมือผู้ประสบภัยเร็วเพียงใด?
นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า…“พวกเราทุกคน คือ…หนึ่งเดียวกัน เป็นทีมไทยแลนด์”
ประโยคนี้ จึงอาจกลายเป็น “มาตรวัด” การบริหารวิกฤตของรัฐบาล เอง
เพราะท้ายที่สุด! คนไทยไม่ได้สัมผัสรัฐบาล…ผ่านห้องประชุม??? แต่ สัมผัสรัฐบาล ผ่าน…
ถนนที่กลับมาใช้ได้
เจ้าหน้าที่ที่เข้าถึง
ข้อมูลที่เชื่อถือได้
และ ความช่วยเหลือที่มาถึงเมื่อกำลังเดือดร้อน
ดังนั้น คำถามหลังจาก รัฐบาล ได้ประกาศความเป็น “ทีมเดียวกัน” จึงเหลือเพียงว่า…ทีมเดียวกัน! ที่ว่านี้ของ “รัฐบาลอนุทิน” เดินทางไปถึงคนไทยแล้วหรือยัง? ไปถึงตอนกี่โมง?.

