(หน่วยงานรัฐ…ผนึกปราบสวมสิทธิ์ ‘เสริมแต้ม’ หนุนเจรจาการค้าร่วมสหรัฐฯ)
“อธิบดีกรมศุลกากร” ยอมรับสวมสิทธิ์ส่งออกสหรัฐฯ มีจริง แต่มูลค่ายังไม่มากเมื่อเทียบตลาดส่งออกไทย 2.7 ล้านล้านบาท ชี้มาตรการศุลกากรร่วมกรมการค้าต่างประเทศช่วยสร้างความเชื่อมั่น จังหวะเดียวกับ “อนุทิน–ศุภจี” เร่งปิดข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ
เล็กในตัวเลข – ใหญ่บนโต๊ะเจรจา :
ปัญหาการ “สวมสิทธิ์” ถิ่นกำเนิดสินค้า อาจมีมูลค่าเพียงหลักพันล้านบาท เมื่อเทียบกับการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท แต่ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่…ไม่ได้เล็กตามตัวเลขแต่อย่างใด???
เพราะ หากสหรัฐฯ มองว่า…ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศที่สาม เพื่อนำมาเปลี่ยนฉลาก แปรรูปเพียงเล็กน้อย หรือสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นสินค้าไทยเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีและมาตรการทางการค้า
ความเสียหายย่อมไม่หยุดอยู่ที่ผู้ประกอบการซึ่งกระทำผิด แต่อาจลุกลามไปถึงผู้ส่งออกสุจริตทั้งระบบ!!!
ประเด็นดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญในช่วงที่ รัฐบาลไทยกำลังเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade: ART กำลังเข้าสู่ช่วงตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำก่อนหาข้อสรุป
สิ่งที่เกิดขึ้น “หน้าด่านศุลกากร” จึงไม่ได้แยกขาดจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนโต๊ะเจรจา เนื่องเพราะ…ความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบ “ถิ่นกำเนิดสินค้า” อาจกลายเป็น “หนึ่งในปัจจัยสำคัญ” ที่จะช่วยรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยไว้ได้
ยอมรับว่ามี – แต่ไม่ถึงระบบพัง :
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับระหว่างตอบคำถามสื่อมวลชนว่า…การสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ “มีอยู่จริง” แต่ยังมีมูลค่าไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ทั้งหมด
สินค้าสวมสิทธิ์มีเพียงระดับ “หลักพันล้านบาท” ขณะที่ตัวเลขส่งออกไปยังสหรัฐฯ ล่าสุดอยู่ที่ราว 2.7 ล้านล้านบาท
เทียบกันไม่ได้เลย!!!
สินค้าที่ตรวจพบหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงส่วนหนึ่ง ได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งไม่ได้อยู่ใน กลุ่มสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
คำยอมรับดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่า…โครงสร้างการส่งออกของไทยทั้งระบบกำลังมีปัญหา แต่ขณะเดียวกัน ไทยเอง…ก็ไม่อาจใช้สัดส่วนที่ยังต่ำเป็นเหตุผลให้ลดระดับการตรวจสอบได้ เช่นกัน
เพราะในทางการค้า…ความเสียหายไม่ได้วัดจากมูลค่าสินค้าที่ถูกตรวจพบเพียงด้านเดียว แต่รวมถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศ ความเชื่อมั่นของคู่ค้า และต้นทุนที่ผู้ส่งออกสุจริตอาจต้องแบกรับจากการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นด้วย
38 คดีไม่ใช่ภาพทั้งหมด :
ข้อมูลผลการจับกุมของกรมศุลกากร ระบุว่า…พบกรณีสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ 38 คดี มูลค่าการจับกุม 34.59 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นภาพรวมของคดีเกี่ยวกับการสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ
แต่ก็ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นจำนวนคดีหรือมูลค่าการสวมสิทธิ์ส่งออกไปสหรัฐฯ ทั้งหมด
ขณะที่ข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ อธิบดีกรมศุลกากร ระบุว่า…การสวมสิทธิ์ส่งออกไปสหรัฐฯ อาจมีมูลค่าในระดับหลักพันล้านบาท จึงเป็นคนละฐานกับสถิติคดีจับกุมดังกล่าว
การนำตัวเลขมาใช้อ้างอิง ต้องระบุขอบเขตให้ชัดเจน เพื่อไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า…กรมศุลกากรตรวจพบการสวมสิทธิ์ไปสหรัฐฯ เพียง 38 คดี หรือมีมูลค่าเพียง 34.59 ล้านบาท เท่านั้น
ช่องว่างของข้อมูลนี้ ยังสะท้อนโจทย์สำคัญ ที่ว่า…ไทยจำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้า การผลิต การขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด และการส่งออกเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถประเมินขนาดปัญหาและติดตามเส้นทางสินค้าได้แม่นยำกว่าเดิม
ใกล้ปิด ART – แต่การบ้านยังไม่จบ :
ความเคลื่อนไหวของกรมศุลกากร เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เดินทางปฏิบัติภารกิจที่นครนิวยอร์ก
โดย นายอนุทิน ระบุจากสหรัฐฯ ว่า…การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ใกล้ได้ข้อยุติ และแสดงความเชื่อมั่นว่าจะสามารถหาข้อสรุปได้ ขณะที่ นางศุภจีได้หารือกับนายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR เพื่อเดินหน้าความร่วมมือและสานต่อการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศ
ก่อนหน้านี้ ไทยและสหรัฐฯ ได้สรุปกรอบการเจรจา ART แล้ว เหลือการตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำให้มีความสอดคล้องตรงกัน โดยฝ่ายไทยต้องการรักษาอัตราภาษีให้อยู่ภายในกรอบที่ได้ตกลงกันไว้
อย่างไรก็ตาม แม้การเจรจาจะเข้าสู่ช่วงท้าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า…ความเสี่ยงทางการค้าสิ้นสุดลง ตราบใดที่ข้อตกลงยังไม่สมบูรณ์ และสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผลไต่สวนตามมาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
มาตรา 301 กับการ “สวมสิทธิ์” ถิ่นกำเนิดสินค้า ไม่ใช่เรื่องเดียวกันโดยตรง! แต่ทั้ง 2 เรื่อง ต่างก็สะท้อนแรงกดดันชุดเดียวกัน นั่นคือ…สหรัฐฯ กำลังให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมทางการค้า แหล่งที่มาของสินค้า และผลกระทบจากสินค้าต่างประเทศต่ออุตสาหกรรมภายในของตนมากขึ้น
นิวยอร์กคือโต๊ะเจรจา – หน้าด่านคือหลักฐาน :
แม้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า…ปัญหาการ “สวมสิทธิ์” ถิ่นกำเนิดสินค้าถูกหยิบยกขึ้นหารือระหว่างนางศุภจีกับ USTR โดยตรงหรือไม่ แต่การยกระดับมาตรการของกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศย่อมมีความหมายต่อบรรยากาศและความน่าเชื่อถือในการเจรจา
อธิบดีกรมศุลกากร ประเมินว่า…มาตรการของกรมศุลกากรและการทำงานร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ จะช่วยส่งผล “เชิงบวก” ต่อการเจรจากับสหรัฐฯ เพราะแสดงให้เห็นว่า…ไทยไม่ได้ปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อปัญหา และพร้อมจัดการกับผู้ที่ปลอมแปลงถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างจริงจัง
นี่คือ “จุดเชื่อม” ระหว่าง…ภารกิจของรัฐบาลในสหรัฐฯ กับการทำงานของหน่วยงานภายในประเทศอย่างชัดเจน
ฝ่ายการเมืองมีหน้าที่เจรจารักษาอัตราภาษีและเปิดทางการค้า ขณะที่ กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศก็จะต้องสร้างหลักฐาน ที่ว่า…สิทธิทางการค้าที่ไทยกำลังเจรจาจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นช่องทางให้สินค้าจากประเทศที่ 3 หลบเลี่ยงมาตรการของสหรัฐฯ!!??
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นิวยอร์ก คือ…โต๊ะเจรจา แต่ หน้าด่านและหน้าโรงงาน คือ…พื้นที่พิสูจน์ว่า คำยืนยันของรัฐบาลไทยมีหลักฐานรองรับมากเพียงใด???
ไม่ใช่แค่ดูใบรับรอง :
การป้องกันการ “สวมสิทธิ์” ไม่สามารถตรวจสอบเพียงเอกสาร ที่ระบุว่า…“ผลิตในประเทศไทย” แต่ต้องย้อนกลับไปพิจารณากระบวนการผลิตจริง
อธิบดีกรมศุลกากร อ้างถึงแนวทาง “ยกระดับ” การตรวจสอบ ที่จะต้องนำข้อมูลหลายด้านมาประกอบกัน ทั้ง…ทุนจดทะเบียน อายุของบริษัท ประเภทสินค้าที่นำเข้าและส่งออก ใบอนุญาตโรงงาน เครื่องจักร แรงงาน กำลังการผลิต ตลอดจน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำ
หากบริษัทนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปในปริมาณสูง แต่ไม่มีโรงงาน เครื่องจักร แรงงาน หรือการใช้สาธารณูปโภคที่สอดคล้องกับการผลิต ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่า…บริษัทดังกล่าวอาจไม่ได้ผลิตสินค้าในประเทศไทยจริง!!!
ระบบตรวจสอบจึงต้องเชื่อมข้อมูลของกรมศุลกากรกับกรมการค้าต่างประเทศและหน่วยงานที่กำกับดูแลโรงงาน เพื่อเปลี่ยนจากการไล่จับหลังเกิดความผิด ไปสู่การคัดกรองความเสี่ยงก่อนออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดหรือก่อนปล่อยสินค้าออกจากประเทศ
กระนั้น การเพิ่มความเข้มงวด จะต้องไม่กลายเป็นการ “เพิ่มภาระ” ให้กับ…ผู้ส่งออกสุจริต
ระบบบริหารความเสี่ยง! จึงต้องแยกผู้ประกอบการประวัติดี ออกจากกลุ่มที่มีพฤติการณ์ผิดปกติ พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจที่สามารถพิสูจน์ห่วงโซ่การผลิตได้อย่างโปร่งใส
เป้าหมาย…ไม่ใช่การปิดประตูส่งออก แต่คือ…การเปิดทางให้สินค้าไทยของแท้ผ่านได้รวดเร็ว พร้อมปิดช่องไม่ให้สินค้าสวมสิทธิ์ปะปนออกไปทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ
พันล้านเสี่ยงกระทบล้านล้าน :
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่สินค้าสวมสิทธิ์มีมูลค่ากี่พันล้านบาท แต่อยู่ที่ความเสียหายอาจลุกลามไปถึงตลาดส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท
เพราะถ้า สหรัฐฯ ไม่เชื่อมั่นในระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ผู้ส่งออกสุจริตอาจต้องเผชิญการตรวจเอกสารที่เข้มงวดขึ้น การผ่านพิธีการที่ล่าช้า และต้นทุนในการพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น!!!
สินค้าบางประเภท อาจถูกตรวจสอบ ว่า…มีการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าหรือไม่? ขณะที่ ภาพลักษณ์ “ผลิตในประเทศไทย” อาจถูกตั้งข้อสงสัย แม้ผู้ส่งออกส่วนใหญ่จะปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ตาม
ปัญหาที่เกิดจากผู้ประกอบการเพียงบางราย จึงอาจสามารถจะ “สร้างต้นทุนเพิ่ม” ให้กับธุรกิจไทยจำนวนมาก และอาจ “ลดทอน” ผลประโยชน์ที่รัฐบาลกำลังพยายามรักษาไว้ผ่านการเจรจา ART
ข้อตกลงต้องมีของจริงรองรับ :
ความสำเร็จของการเจรจาไทย–สหรัฐฯ จึงไม่ควรวัดเพียงการประกาศอัตราภาษี หรือการลงนามในเอกสาร แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า…ประเทศไทยสามารถรักษาความน่าเชื่อถือของระบบการค้าได้จริงเพียงใด???
การที่ อธิบดีกรมศุลกากร ประกาศยอมรับตรงๆ ว่า…ปัญหาสวมสิทธิ์มีอยู่จริง แต่ก็พร้อมจะประสานงานเพื่อเดินหน้าตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
สิ่งนี้…อาจสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าการปฏิเสธว่าไม่มีปัญหาเลย!!??
รัฐบาลอาจเจรจาเปิดประตูตลาดได้สำเร็จ แต่ “ผู้รักษาประตู – ตัวจริง” คือ…ระบบตรวจสอบภายในประเทศ
หากหน้าด่านและหน้าโรงงาน อย่าง…กรมศุลกากร (กระทรวงการคลัง) กรมการค้าต่างประเทศ (กระทรวงพาณิชย์) และ หน่วยงานรัฐอื่นๆ สามารถจะพิสูจน์ได้ว่า…สินค้าที่ส่งออกจากไทยมีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศจริง!
มาตรการปราบการ “สวมสิทธิ์” ก็จะกลายเป็น “แต้มต่อ” สำคัญบนโต๊ะเจรจาการค้าของนายกรัฐมนตรีไทย กับรัฐบาลสหรัฐฯ
แต่ถ้ายังปล่อยให้…สินค้าจากประเทศที่ 3 ใช้ไทยเป็นเพียงทางผ่าน แม้การเจรจาภาษีจะสำเร็จในวันนี้ ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะกลับมา “เพิ่มความเข้มงวด” ในวันข้างหน้าก็ยังไม่มีวันหมดสิ้น
ดังนั้น “เดิมพัน” ครั้งนี้! จึงไม่ใช่เพียงการ “ปิดคดี – สวมสิทธิ์” มูลค่าหลักพันล้านบาท แต่คือ…การรักษาความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย และตลาดส่งออกสหรัฐฯ มูลค่า 2.7 ล้านล้านบาทเอาไว้ทั้งระบบ!!! นั่นเอง.

