• อังคาร 22 กันยายน 2569 เวลา 16:03 น.

ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เติมกำลังซื้อฝ่าวิกฤตพลังงาน

BREAKING NEWS ECONOMY

เอกนิติ” เดินหน้ามาตรการช่วยค่าครองชีพ เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการเป็น 1,000 บาท พร้อมเปิด 60/40 รอบเพิ่มเติม รัฐช่วยสูงสุดคนละ 1,000 บาท ใช้สิทธิ ต.ค.–พ.ย. 69 หวังประคองกำลังซื้อ–ร้านค้ารายย่อย ท่ามกลางความเสี่ยงพลังงานยืดเยื้อ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบปรับลดกรอบวงเงินที่เคยอนุมัติสำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” พร้อมอนุมัติโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง

มาตรการเพิ่มเติมครั้งนี้ใช้แหล่งเงินภายใต้แผนงานช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ตามบัญชีท้าย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

กระทรวงการคลังประเมินว่า หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในระยะสั้น ผลกระทบจากราคาพลังงานอาจทำให้กำลังซื้อภาคครัวเรือนและการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจลดลง และเพิ่มแรงกดดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

มาตรการแรก คือ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและค่าครองชีพได้รวดเร็วและรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น

ผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะได้รับวงเงินซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าและร้านค้าที่กำหนด รวม 1,000 บาทต่อคนในเดือนตุลาคม จากวงเงินเดิม 300 บาท โดยรัฐบาลเพิ่มให้อีก 700 บาท

มาตรการที่สอง คือ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม–30 พฤศจิกายน 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย รักษากำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย

รัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดในอัตรา 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% โดยรัฐบาลสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และรวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ

ประชาชนที่มีคุณสมบัติสามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 1–15 ตุลาคม 2569ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม–30พฤศจิกายน 2569

ผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่เวลา 06.00–23.00 น. และสามารถใช้ซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่าน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการได้ระหว่างเวลา 06.00–21.00 น.

กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมผู้ได้รับสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เดิม รวมถึงประชาชนที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ทั้งผู้ถือบัตรเดิมปี 2565 และผู้ลงทะเบียนใหม่ที่เข้าเงื่อนไข

ผู้เข้าร่วมต้องมีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ยืนยันสิทธิ มีบัตรประจำตัวประชาชน และต้องไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนจากโครงการรัฐตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

การกำหนดสัดส่วนรัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชน 40% หมายความว่า หากประชาชนใช้สิทธิเงินสนับสนุนจากรัฐครบ 1,000 บาท จะก่อให้เกิดการใช้จ่ายรวมประมาณ1,666.67 บาทต่อคน โดยประชาชนสมทบประมาณ 666.67 บาท

กระทรวงการคลังระบุว่า วิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่สามารถประเมินได้อย่างแน่นอนว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” จึงถูกออกแบบให้ทำงานสองด้านพร้อมกัน คือ ช่วยกลุ่มเปราะบางโดยตรง และประคองกำลังซื้อของประชาชนผ่านระบบร่วมจ่าย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปยังร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก

มาตรการครั้งนี้จึงไม่เพียงมีเป้าหมายลดภาระค่าครองชีพ แต่ยังสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการใช้มาตรการทางการคลังป้องกันไม่ให้ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานลุกลามไปสู่การบริโภคภาคเอกชนและการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2569.