นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงประเด็นกระแสความกังวลจากสังคม กรณีการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ตามโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1.5 ล้านครัวเรือนของรัฐบาล ที่อาจมีการใช้อุปกรณ์จากต่างประเทศจำนวนมาก โดยนายวราวุธกล่าวว่า ตนมองว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายสําคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่พลังงานสีเขียวเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ผลิตในกลุ่มโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ในประเทศไทยปัจจุบันยังมีไม่เยอะเท่าที่ควร หากเทียบกับปริมาณที่รัฐบาลจะดําเนินโครงการมากกว่า 1 ล้านหลังคาเรือน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะใช้อุปกรณ์จากต่างประเทศ
ดังนั้นในมิติของกระทรวงอุตสาหกรรม หากผู้ประกอบการได้รับมาตรฐานสากลด้านไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง (IEC) สามารถนํามาตรฐานดังกล่าวมาเทียบให้ออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของไทยได้ ฉะนั้นอุปกรณ์ที่นําเข้ามาจะต้องได้มาตรฐานนานาชาติก่อน ส่วนระยะยาวตนเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะทําให้เกิดผู้ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น เพราะพลังงานสะอาดถือเป็นหัวใจสําคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ทั้งนี้ นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นนอกจากมาตรฐาน IEC จะมีการออกหลักเกณฑ์อื่นมาควบคุมเพิ่มเติมหรือไม่ ในส่วนของการติดตั้ง ผู้ดําเนินการจะต้องได้รับการรับรองจากการไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องหรือสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรอง ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมมีมาตรฐานเหล่านี้อยู่แล้ว และขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประสานการควบคุมเทียบมาตรฐาน มอก. อยู่เรื่อยๆ ซึ่งตลาดด้านนี้ก็มีความตื่นตัว ดังนั้นผู้ที่มีมาตรฐานอยู่แล้วก็ไม่จําเป็นต้องทําอะไร
สำหรับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์รูฟท็อป ครอบคลุมตั้งแต่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ตาม มอก.61730 เล่ม 2-2567 เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง มอก.60947 เล่ม 2-2569 ฟิวส์สำหรับระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.60269 เล่ม 6-2567 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.62930-2564 แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า มอก.63056-2567 และอินเวอร์เตอร์ มอก.2603 เล่ม 2-2556 รวมถึงขั้วต่อสายไฟ DC และตู้รวมสายไฟเซลล์แสงอาทิตย์

