(ดึงเทคโนโลยีจับจุดเสี่ยง พลิกเกม…ตรวจงบรัฐ ขยับจากตรวจความถูกต้อง สู่การวัดผลสัมฤทธิ์ของเงินแผ่นดิน!)
ครบรอบ 151 ปี การตรวจเงินแผ่นดินไทย เป็นมากกว่าอายุขององค์กร เพราะมันคือการ “หมุดหมาย” ที่จะเปลี่ยนผ่านสู่การตรวจสอบบนฐานเทคโนโลยี ข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ทุกบาทของงบประมาณสร้างประโยชน์แก่ประเทศอย่างแท้จริง
151 ปี จาก “ตรวจบัญชี” สู่ “พิทักษ์เงินแผ่นดิน” :
ตลอดระยะเวลา 151 ปี ภารกิจการตรวจเงินแผ่นดินของไทยเดินทางผ่านความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างรัฐ ระบบงบประมาณ และรูปแบบการใช้จ่ายภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง
แต่โจทย์ของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจว่า…เอกสารถูกต้อง ตัวเลขตรงกัน หรือการเบิกจ่ายเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบเท่านั้น
เพราะเมื่อ…การใช้จ่ายภาครัฐเชื่อมโยงกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ระบบจัดซื้อจัดจ้างดิจิทัล ฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสัญญาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ลำพัง…การตรวจสอบด้วยวิธีเดิมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการค้นหาความผิดปกติ หรือป้องกันความเสียหายก่อนที่จะเกิดขึ้น

ดังนั้น ในวาระครบรอบ 151 ปี การตรวจเงินแผ่นดินไทย จึงเป็นมากกว่าการย้อนมองประวัติศาสตร์ หากเป็นจังหวะสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน จากองค์กรที่ตรวจสอบความถูกต้องของการใช้เงิน ไปสู่ระบบตรวจสอบที่สามารถมองหาความเสี่ยง ประเมินความคุ้มค่า และคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนได้ตั้งแต่ต้นทาง
เทคโนโลยีจับสัญญาณเสี่ยง :
นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นประธานในพิธีเนื่องในโอกาสครบรอบ 151 ปี การตรวจเงินแผ่นดินไทย เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 พร้อมระบุว่า…สตง.ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้สนับสนุนงานตรวจสอบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบประเด็นความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง
แนวทางดังกล่าวมีความหมายมากกว่าการนำเครื่องมือดิจิทัลมาแทนกระบวนการทำงานแบบเดิม นั่นเพราะ…หัวใจสำคัญ คือ การเปลี่ยนจากการตรวจสอบเมื่อโครงการหรือการใช้จ่ายสิ้นสุดลงแล้ว ไปสู่การใช้ข้อมูลค้นหา “สัญญาณผิดปกติ” ระหว่างทาง!!!
ไม่ว่าจะเป็น…ราคาจัดซื้อที่แตกต่างผิดปกติ การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง รูปแบบการประมูลที่มีคู่แข่งจำกัด ผู้รับจ้างที่อาจมีความเชื่อมโยงกัน การแก้ไขสัญญาหลายครั้ง หรือโครงการที่ใช้งบประมาณสูงแต่ให้ผลลัพธ์ต่ำกว่าเป้าหมาย
โดยหาก สตง.สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจเงินแผ่นดิน…จะไม่หยุดอยู่ที่การค้นพบความเสียหายในภายหลัง

แต่จะมีศักยภาพในการป้องกันและส่งสัญญาณเตือนก่อนเงินแผ่นดินสูญเสียไป
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีไม่ควรถูกมองว่าเป็นคำตอบทั้งหมด เพราะข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ไม่เชื่อมโยง หรือไม่มีคุณภาพ อาจทำให้ระบบวิเคราะห์ได้เพียงบางส่วน เท่านั้น
โจทย์สำคัญ! จึงอยู่ที่การ…ทำให้ข้อมูลภาครัฐมีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับ และนำมาใช้วิเคราะห์ร่วมกันได้จริง
โดยมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและคุ้มครองข้อมูลอย่างเหมาะสม!!??
ตรวจถูกกฎยังไม่พอ :
ทิศทางประการต่อมา คือ การขยับจากคำถามว่า…“ใช้เงินถูกต้องหรือไม่?” ไปสู่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันว่า…“ใช้แล้วคุ้มค่าหรือเปล่า?”
การตรวจสอบ! จึงต้องครอบคลุมทั้ง…ความถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักธรรมาภิบาล พร้อมประเมินว่า…การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐมีความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล และก่อให้เกิด ผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชน อย่างแท้จริงหรือไม่? อย่างไร?
เพราะในทางปฏิบัติ! โครงการของรัฐบางโครงการอาจดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอนทุกประการ แต่ไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ตามเป้าหมาย
สิ่งก่อสร้างอาจแล้วเสร็จ…แต่ไม่ได้ใช้งาน
ระบบดิจิทัลอาจจัดซื้อสำเร็จ…แต่หน่วยงานไม่สามารถนำไปใช้จริง
อุปกรณ์อาจถูกส่งมอบครบถ้วน…แต่ไม่ตรงกับความต้องการ หรือโครงการอาจใช้งบประมาณสูงกว่าประโยชน์ที่สังคมได้รับ
ดังนั้น “ความถูกต้อง” จึงเป็นมาตรฐานพื้นฐาน ขณะที่ “ความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์” ต้องเป็นเป้าหมายปลายทางของการใช้เงินแผ่นดิน
การตรวจสอบในมิตินี้ จะช่วยให้รายงานของ สตง.ไม่จบเพียงการชี้ว่า…ใครปฏิบัติผิดระเบียบ? แต่ยังช่วยตอบประชาชนได้ว่า…เงินงบประมาณที่มาจากภาษีและรายได้ของประเทศ ถูกเปลี่ยนเป็นบริการสาธารณะและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพียงใด?

คนตรวจต้องทันคนใช้เงิน :
เมื่อเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้จ่ายภาครัฐเปลี่ยนแปลง บุคลากรด้านการตรวจสอบก็ต้องพัฒนาตามไปพร้อมกัน
สตง.จึงกำหนดทิศทางพัฒนาทั้งระบบงานและบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบ รองรับโครงการที่มีความซับซ้อน ทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดซื้อจัดจ้าง โครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนของรัฐ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่
เครื่องมือดิจิทัล…อาจช่วยคัดกรองธุรกรรมจำนวนมากและระบุจุดผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น แต่การวินิจฉัยว่า…ความผิดปกตินั้นเกิดจากข้อผิดพลาด ความไม่มีประสิทธิภาพ หรือพฤติการณ์ที่อาจนำไปสู่ความเสียหาย ยังต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และดุลพินิจของผู้ตรวจสอบ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากร จึงต้องเดินคู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยี
หากมีระบบที่ทันสมัยแต่ขาดบุคลากรที่อ่านข้อมูลเป็น ตั้งคำถามเป็น และเข้าใจบริบทของโครงการ ระบบนั้น อาจทำได้เพียงผลิตข้อมูลจำนวนมาก โดยไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นผลการตรวจสอบที่นำไปใช้ได้จริง
อีกด้านหนึ่ง ผู้ตรวจสอบยุคใหม่ เอง ก็จะต้องเข้าใจด้วยว่า…ความรวดเร็วต้องไม่แลกกับความรอบคอบ และการใช้เทคโนโลยีต้องไม่ลดทอนหลักความเป็นธรรมแก่หน่วยรับตรวจ

เปิดประชาชนร่วมเฝ้าเงิน :
อีกหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ! นั่นคือ…การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งข้อมูลและสะท้อนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
ประชาชนในพื้นที่ มักเป็นผู้เห็นผลลัพธ์ของโครงการก่อนหน่วยงานตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น…ถนนที่ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน อาคารที่สร้างเสร็จแต่ถูกทิ้งร้าง อุปกรณ์ที่จัดซื้อมาแต่ไม่ได้ใช้งาน หรือบริการสาธารณะที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญา
หากข้อมูลจากประชาชนสามารถเข้าสู่ระบบคัดกรอง ตรวจสอบย้อนกลับ และเชื่อมโยงกับข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเป็นระบบ การมีส่วนร่วมของประชาชนจะไม่ใช่เพียงช่องทางรับเรื่องร้องเรียน แต่จะกลายเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังเงินแผ่นดินที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
ความท้าทายสำคัญ! คือ…สตง.ต้องทำให้ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ เล็กเห็นว่า…เมื่อแจ้งข้อมูลแล้ว เรื่องเข้าสู่กระบวนการใด? มีการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลอย่างไร? และผลการตรวจสอบนำไปสู่การแก้ไขหรือป้องกันความเสียหายได้เพียงใด?
เพราะ ความเชื่อมั่น! ต่อระบบตรวจสอบไม่ได้เกิดจากจำนวนเรื่องที่รับไว้ แต่เกิดจากการที่ประชาชนคนไทยมองเห็นว่า…ข้อมูลของพวกเขานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง!

สี่เสาหลักของการเปลี่ยนผ่าน :
ทิศทางที่ประกาศในวาระครบรอบ 151 ปี สามารถสรุปเป็น 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่…
หนึ่ง ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลค้นหาความเสี่ยงให้รวดเร็วขึ้น
สอง ตรวจสอบให้ไกลกว่าความถูกต้อง โดยวัดถึงความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชน
สาม พัฒนาบุคลากรให้เข้าใจทั้งการตรวจสอบ เทคโนโลยี และความซับซ้อนของงบประมาณยุคใหม่
และ สี่ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องเงินแผ่นดิน
แต่…บทพิสูจน์สำคัญจะไม่ได้อยู่ที่ สตง.มีเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเพียงใด หากอยู่ที่ว่าสามารถใช้ข้อมูลเพื่อลดความเสียหาย ตรวจพบความเสี่ยงได้เร็วขึ้น และผลักดันให้หน่วยงานรัฐแก้ไขข้อบกพร่องได้จริงมากน้อยแค่ไหน? เพียงใด?
เทคโนโลยีและข้อมูลจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการตรวจสอบ แต่ “หลักประกันสูงสุด” ของการ พิทักษ์เงินแผ่นดินยังคงอยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ ด้วย…ความเป็นอิสระ สุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใส

151 ปี ควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม :
สำหรับกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 151 ปี การตรวจเงินแผ่นดินไทย ณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ถนนพระรามที่ 6 นางสาวศิลักษณ์ ปั้นน่วม กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน นางพรพิมล นิลทจันทร์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อม คณะผู้บริหารและข้าราชการ สตง. ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่มาร่วมแสดงความยินดี
ในโอกาสเดียวกัน สตง.ได้มอบเงินสมทบทุนแก่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จำนวน 500,000 บาท เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนและผู้ประสบภัย สะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กับภารกิจพิทักษ์เงินแผ่นดิน
ช่วงบ่าย นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นประธานในพิธีแสดงกตเวทิตาจิตแก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรของสำนักงาน เข้าร่วม
จากนั้น นายมณเฑียร ได้มอบ เข็มเชิดชูเกียรติตราสัญลักษณ์ สตง. ทองคำ และโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่ ข้าราชการและลูกจ้างดีเด่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อยกย่องบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทและเป็นแบบอย่างที่ดีขององค์กร

อดีตสร้างหลัก – อนาคตต้องสร้างผล :
วาระครบรอบ 151 ปี จึงไม่ควรเป็นเพียงการย้อนมองประวัติศาสตร์อันยาวนานของการตรวจเงินแผ่นดินไทย แต่ควรเป็นหมุดหมายของการกำหนด ว่า…ระบบตรวจสอบจะก้าวให้ทันกับความเสี่ยงของประเทศได้อย่างไร?
เมื่อเงินแผ่นดินทุกบาทมีต้นทุนจากภาษี รายได้ และภาระหนี้ของประชาชน การตรวจสอบที่มีคุณค่า จึงไม่ใช่เพียงการระบุว่า…เงินถูกใช้ไปที่ใด?
แต่ต้องตอบให้ได้ว่า…เงินนั้นสร้างผลลัพธ์อะไร? ป้องกันความเสียหายได้ทันหรือไม่? และประชาชนได้รับประโยชน์สมกับทรัพยากรที่ประเทศจ่ายไปแค่ไหน? อย่างไร?
นี่คือ…โจทย์ใหญ่หลังผ่าน 151 ปี!
ดังนั้น การเปลี่ยนพลังของเทคโนโลยี ข้อมูล บุคลากร และประชาชนคนไทย ให้กลายเป็น “ระบบตรวจสอบ” ที่ช่วยรักษาเงินแผ่นดินได้ตั้งแต่ก่อนเกิดความเสียหาย ไม่ใช่เพียงตามหาคำตอบเมื่อเงินถูกใช้ไปแล้ว!!!.







