(แจงก่อนเกิดเกมการเมือง! กรณีส่งเงินเฉียด 1.8 พันล้านเข้าคลัง – เมื่อ ‘เลขาฯกบข.’ สกัด ‘ใบสั่ง’ ป้องกันข่าวลุกลาม!)
เงิน 1,789 ล้านบาทอาจเป็นเพียง “ส่วนเกิน” ของกองสำรองตามกฎหมาย แต่เมื่อเกิดขึ้นท่ามกลางความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ผลตอบแทนสมาชิกผันผวน และรัฐบาลถูกตั้งคำถามเรื่องฐานะการคลัง เรื่องทางบัญชีจึงถูกยกระดับเป็นข้อกล่าวหาทางการเมือง โจทย์ของ กบข.จึงไม่ใช่แค่พิสูจน์ว่า “เงินใคร” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “ใครสั่ง? ทำไมตอนนี้? สมาชิกเสียอะไรหรือไม่?” โชคดีที่พวกเขา…จัดการเรื่องนี้ได้ทันกาล
ปม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เตรียมนำส่งผลประโยชน์จากการ…บริหารเงินสำรองประมาณ 1,789 ล้านบาท คืนเป็น “รายได้แผ่นดิน” ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ถือเป็นอีกประเด็นข่าวที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ตั้งวงถกอย่างไม่เป็นทางการ???
น่าจะไม่พ้น สถานการณ์…Crisis Management ที่ ผู้บริหารระดับสูง และ เจ้าหน้าที่ของ กบข. อาจต้องเผชิญกับเสียงครหา กระทั่ง ต้อง “กางแผน” มือรับในสถานการณ์ “การบริหารจัดการภาวะวิกฤต” ทางการข่าว
แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ…!!!
แม้นาทีนี้…ตัวข่าวจะยังคงเวียนวนในแบบซุบซิบอยู่ในโลกโซเชียล แต่ระดับเม็ดเงิน “เกือบ 2 พันล้าน” ในสถานการณ์ที่ บ้านเมืองและการลงทุนในภาพรวมดูไม่ปกติ ย่อมมีแนวโน้มที่เรื่องนี้ จะพัฒนาไปไกลเกินควบคุม
หากไม่เร่ง “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม!!!”
เป็น “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ที่ต่อสายตรงเพื่อขอข้อมูลและข้อเท็จจริงจาก ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข.

จากเรื่องกฎหมายสู่สนามการเมือง :
ย้อนกลับไปยัง “ข่าวต้นทาง” เมื่อวานนี้ (18 กันยายน 2569) หลังจากที่ กบข. ส่งเอกสารข่าวดังกล่าวถึงมือสื่อมวลชน
แม้แนวทางของ การนำส่งเม็ดเงินก้อนนี้ จะเป็นเพียงการดำเนินการตามกลไกที่กฎหมายกำหนด ก็ตามที
แต่ทันทีที่คำว่า…“กบข.” “เงิน 1,789 ล้านบาท” และ “คืนกระทรวงการคลัง” ปรากฏอยู่ในประโยคเดียวกัน กระแสใน “สื่อสังคมออนไลน์” ย่อมต้อง “ตีความ” ไปไกลกว่าเนื้อหาในทางบัญชีอย่างมิต้องสงสัย!!??
บางส่วนเข้าใจว่าเป็น…การนำเงินออมของข้าราชการไปอุดหนุนรัฐบาล?
บางส่วนตั้งคำถามว่า…เหตุใดไม่นำเงินมาแบ่งคืนสมาชิก?
ขณะที่ อีกกระแสเชื่อมโยงไปถึง “ข้อกล่าวหา” ในประเด็นเป็น…“ใบสั่งทางการเมือง”และ สถานะทางการคลังของรัฐบาล
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 1,789 ล้านบาทเพียงอย่างเดียว? แต่อยู่ที่ “ความหมายทางการเมือง” ซึ่งถูกประกอบขึ้นมาจาก…
ความไม่ไว้วางใจ ความกังวลเรื่องเงินเกษียณ และช่องว่างของการสื่อสาร!!??
2 กอง – 2 เจ้าของ :
ข้อเท็จจริง! ที่สำคัญจาก ดร.ศรพล ตอบคำถามของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย! นั่นคือ…
กบข.บริหารเงิน 2 ส่วนแยกจากกันอย่างชัดเจน
และ ไม่มีการบริหารปะปนหรือโอนข้ามระหว่างกอง
ส่วนแรก คือ…“เงินกองสมาชิก” ประกอบด้วย…เงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลตอบแทนจากแผนการลงทุน
เงินส่วนนี้เป็นสิทธิของสมาชิกแต่ละราย!
ส่วนที่ 2 คือ…“กองเงินสำรอง” ซึ่งเป็น…เงินงบประมาณที่กระทรวงการคลังจัดสรรให้ กบข.บริหาร เพื่อเป็นหลักประกันภาระการจ่ายบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลในอนาคต
เจ้าของเงิน “ตัวจริง!” จึงไม่ใช่…สมาชิก แม้ กบข.จะเป็นผู้ทำหน้าที่บริหาร ก็ตาม
ดังนั้น ข้อสังสัย? ที่นำไปสู่คำถามว่า…เหตุใดไม่นำเงิน 1,789 ล้านบาทมาแบ่งให้สมาชิก? อาจเข้าใจได้ในเชิงความรู้สึก! แต่มันก็ไม่สอดคล้องกับสถานะของเงิน เนื่องเพราะ…ผลประโยชน์ของกองหนึ่ง ย่อมไม่สามารถถูกนำไปแจกจ่ายให้อีกกองหนึ่งได้ตามความต้องการ
“กฎหมายเดิม” ตัดปมใบสั่ง? :
เลขาธิการ กบข. ยืนยันว่า…การนำส่งเงินครั้งนี้เกิดจากพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ซึ่งใช้มาตั้งแต่จัดตั้งกองทุน ไม่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอแก้ไขกฎหมายที่กำลังถูกกล่าวถึง
เมื่อเงินกองสำรองรวมกับผลประโยชน์จากการบริหารสูงเกิน 3 เท่าของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญ ส่วนที่เกินต้องถูกนำส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดิน
เหตุที่เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 เป็นเพราะ…ยอดเงินเพิ่งเกินเกณฑ์ ณ สิ้นเดือนกันยายนเป็นครั้งแรก นับแต่ที่มีการสถาปนา กบข.กันมา
โดย เลขาธิการ กบข. เปรียบเทียบว่า…ระดับเงินอยู่ที่ประมาณ 3.001 เท่า จึงนำส่งเพียงส่วนเกิน 1,789 ล้านบาท มิใช่ถอนเงินกองสำรองทั้งหมด
คำอธิบายนี้ ทำให้ ข้อกล่าวหา ที่ว่า…เลขาธิการ กบข. “รับใบสั่ง” จากฝ่ายการเมือง? จึงยังไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ มารองรับ นั่นเพราะ…กลไกการนำส่งมีอยู่ใน “กฎหมายเดิม” ก่อนที่บุคคลหรือรัฐบาลปัจจุบัน…จะเข้าดำรงตำแหน่งในยามนี้
นั่นคือ…ข้อเท็จจริงและสาระสำคัญของเรื่องนี้!!!
แต่ในทางการเมือง การยืนยันเพียงว่า…“ทำตามกฎหมาย” ก็อาจยังไม่เพียงพอ? หากไม่มีการ…เปิดตัวบทกฎหมาย ฐานคำนวณ ตัวเลขก่อน –หลังนำส่ง และมติของคณะกรรมการ กบข. ให้สาธารณชนตรวจสอบได้พร้อมกัน
1,789 ล้าน – ตัวเลขที่มีความหมาย :
แม้ เม็ดเงินจำนวน 1,789 ล้านบาท อาจเป็นสัดส่วนไม่สูงเมื่อเทียบกับ…ขนาดกองทุน แต่สำหรับ สมาชิกทั่วไป แล้ว ตัวเลขดังกล่าวก็น่าจะมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะมองเห็นเป็นเพียง…รายการปรับบัญชี???
โดยเฉพาะเมื่อ สมาชิกบางส่วนกำลังเห็นผลตอบแทนของแผนลงทุนปรับลดลง จึงอาจเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบที่ว่า…
เหตุใดกองเงินสำรองจึงมีผลประโยชน์ส่งคืนรัฐ? ขณะที่บัญชีของสมาชิกบางรายกลับลดลง!
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 เรื่องต้องแยกออกจากกัน!!!
ผลตอบแทนในบัญชีสมาชิก ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์และความเสี่ยงของแผนการลงทุน ส่วนเงิน 1,789 ล้านบาทเป็นผลประโยชน์จากกองเงินสำรองอีกก้อนหนึ่ง
การนำ ผลการดำเนินงานของ 2 พอร์ต มาเปรียบเทียบ? โดยไม่พิจารณา…วัตถุประสงค์ ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยง ก็อาจนำไปสู่…ข้อสรุปที่คลาดเคลื่อนได้???
แต่ความรู้สึกไม่พอใจของสมาชิก ก็ไม่ควรถูกปัดทิ้ง! เพราะสิ่งนี้…มันได้สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นที่ กบข.ต้องอธิบายด้วยข้อมูลมารับรอง มิใช่เพียงแค่คำพูดลอยๆ
Sorachet เติมภาพอีกด้าน :
ข้อมูลที่ “อินฟลูอินเซอร์” นาม Sorachet Deeaue เผยแพร่ผ่าน…สื่อสังคมออนไลน์ ได้ช่วยอธิบายถึง “ที่มา” ของกองเงินสำรอง ประมาณว่า…
รัฐบาลทยอยจัดสรรงบประมาณเข้าสู่กองดังกล่าวต่อเนื่องหลายปี มิใช่เงินที่หักจากสมาชิก!!??
ข้อมูลที่ Sorachet รวบรวมเอาไว้ ดูน่าสนใจไม่น้อย โดยเขาระบุว่า…เฉพาะช่วงปี 2562–2568 กระทรวงการคลังนำส่งเงินเข้ากองสำรองรวมประมาณ 309,796 ล้านบาท
ปี 2562 นำส่ง 36,526 ล้านบาท
ปี 2563 จำนวน 49,193 ล้านบาท
ปี 2564 จำนวน 48,673 ล้านบาท
ปี 2565 จำนวน 46,221 ล้านบาท
ปี 2566 จำนวน 56,080 ล้านบาท
ปี 2567 จำนวน 52,101 ล้านบาท
และ ปี 2568 จำนวน 21,002 ล้านบาท
ภาพดังกล่าว ช่วยตอบคำถามสำคัญ ที่ว่า…เหตุใดกองเงินสำรองจึงใช้เวลานานเกือบ 30 ปีกว่าจะถึงเกณฑ์ เพราะเงินต้นถูกทยอยนำส่ง ขณะที่ผลตอบแทนสะสมเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ Sorachet ก็ควรถูกใช้เป็น “ข้อมูลประกอบการอธิบาย” ไม่ใช่หลักฐานยืนยัน แทนที่เอกสารทางการ!!??
ดังนั้น กบข.จึงควรเปิดเผยตารางเงินนำส่ง ผลตอบแทน และวิธีคำนวณเกณฑ์ 3 เท่าด้วยตนเอง ผ่านช่องทางรายงานผลการดำเนินงานและงบการเงินที่องค์กรมีอยู่แล้ว
โดยเฉพาะ เว็บไซต์ของ กบข.
จุดเปราะไม่ได้อยู่ที่เงินอย่างเดียว :
ในทางการเมือง ข่าวลักษณะนี้…สามารถจะลุกลามเป็นไฟลามทุ่งได้ง่ายๆ อันมีมูลเหตุมาจาก…องค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ??? นั่นคือ…
ประการแรก ชื่อ…“กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” ทำให้ สมาชิกจำนวนหนึ่ง รู้สึกว่า…เงินทุกก้อนที่ กบข.บริหารคือเงินของตน แม้สถานะทางกฎหมายจะแยกกัน ก็ตามที
ประการที่สอง คำว่า…“คืนเป็นรายได้แผ่นดิน” เสมือนเป็นการ “เปิดช่อง” ให้ เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหา ว่า…รัฐบาลต้องการหาเงินไปใช้ในโครงการอื่น แม้ขณะนี้ จะยังไม่มีหลักฐาน ที่ว่า…การนำส่งครั้งนี้เกิดจากคำสั่งเฉพาะของฝ่ายการเมือง ก็เหอะ!!!
ประการที่สาม การเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก! นับตั้งก่อตั้ง กบข. ทำให้…สังคมไทย โดยเฉพาะ แวดวงสมาชิก กบข. จำเป็นจะต้องตั้งคำถามที่ว่า…เหตุใดต้องเกิดในช่วงเวลานี้???
แม้คำตอบตามกฎหมายจะระบุชัดว่า กองเงินสำรองเพิ่งข้ามเกณฑ์ 3 เท่าเป็นครั้งแรก จึงเกิดหน้าที่ต้องนำส่งเฉพาะส่วนเกินคืนคลัง ก็ตาม
ประการสุดท้าย การชี้แจงที่ล่าช้ากว่ากระแสออนไลน์ ทำให้…ข้อกล่าวหาวิ่งนำข้อเท็จจริง?
เมื่อ…ความเข้าใจแรกถูกฝังลงไปแล้ว การอธิบายภายหลังย่อมยากกว่าการให้ข้อมูลครบถ้วนตั้งแต่ต้น!!!
ศึกนี้…วัดกันที่ความโปร่งใส :
ในชั้นนี้ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุป ว่า…เงิน 1,789 ล้านบาทถูกนำส่งเพราะใบสั่งทางการเมือง
ตรงกันข้าม! ข้อมูลจาก เลขาธิการ กบข. ที่พูดกับ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ชี้ว่า…เป็นกลไกตามกฎหมายเดิม หลังเงินกองสำรองเพิ่งเกินเกณฑ์ 3 เท่าเป็นครั้งแรก!
แต่การ “ปิดข้อกล่าวหา” จะสมบูรณ์ ได้นั้น ผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ กบข. เอง ก็ควรจะต้อง “เปิดข้อมูล” อย่างน้อย 5 รายการ ได้แก่…
ตัวบทกฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ฐานรายจ่ายบำเหน็จบำนาญที่ใช้คำนวณ
ยอดกองสำรองก่อนและหลังนำส่ง
ผลตอบแทนที่ทำให้ยอดเกินเกณฑ์
และ มติคณะกรรมการที่อนุมัติขั้นตอนดำเนินการ
ยิ่งข้อมูลเปิดเผยเร็วและละเอียดเท่าใด? พื้นที่สำหรับการตีความทางการเมืองก็จะยิ่งแคบลงเท่านั้น!
เสียงตรง! ส่งถึงสมาชิก :
ดร.ศรพล ได้สรุปสาร…ที่ต้องการสื่อสารไปถึง สมาชิก กบข. ผ่าน “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ดูน่าสนใจไม่น้อย ลองอ่านกันดูตามนี้…
“การนำส่งครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามกฎหมายเดิม คืนเฉพาะผลประโยชน์ของกองเงินสำรองส่วนที่เกิน 3 เท่า และเป็นเงินคนละก้อนกับเงินสมาชิก ไม่มีการนำเงินสมาชิกไปคืนคลัง ยอดเงินและสิทธิประโยชน์ของสมาชิกจึงไม่ถูกกระทบ สมาชิกสามารถมั่นใจและสบายใจได้ว่า กบข.บริหารเงินทั้งสองกองแยกจากกันอย่างชัดเจน”
ท้ายที่สุด! กรณี 1,789 ล้านบาท อาจไม่ใช่วิกฤตของกองทุน? หากข้อเท็จจริงทั้งหมด…เป็นไปตามที่กบข.ได้ทำการชี้แจง!!!
หากแต่เป็น “วิกฤตความเข้าใจและความไว้วางใจ” ที่คอยย้ำเตือนในสถานการณ์ Crisis Management ว่า… องค์กรซึ่งบริหารเงินเกี่ยวข้องกับชีวิตหลังเกษียณของคนจำนวนมาก ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษากฎหมายหรือภาษาบัญชีเพียงอย่างเดียวได้
นั่นเพราะ…ในสนามการเมือง! ความจริงที่อธิบายอย่างล่าช้า??? อาจต้อง “พ่ายแพ้” ต่อความเข้าใจที่คลาดเคลือน ซึ่งมันพร้อมจะเดินทางได้เร็วปานแสง…กว่าเสมอ???
โชคดีที่ กบข. ภายใต้การนำของ ดร.ศรพล ในฐานะ เลขาธิการ กบข. สามารถจะ “ปรับกลยุทธ์” การสื่อสารเชิงรุก! เพื่อตอบในทุกประเด็นข้อสงสัย? ของสมาชิก กบข. และสังคมไทย ผ่านสื่อได้ทันเวลาพอดี!!!.

