• เสาร์ 19 กันยายน 2569 เวลา 14:55 น.

2 ทศวรรษ…สถาปนา PIM

BREAKING NEWS STRATEGIES

(บทพิสูจน์ ‘มหาวิทยาลัยเซเว่น’ สู่…‘มหาวิทยาลัยสร้างคน’ พร้อมโจทย์ก้าวต่อไปในยุค AI)

จากนักศึกษาเพียง 350 คน ท่ามกลางคำสบประมาท “มหาวิทยาลัยเด็กร้าน – มหาวิทยาลัยรากหญ้า” PIM ใช้บัณฑิตพิสูจน์โมเดล “เรียนไป ทำงานไป” วันนี้…ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 พร้อม “โจทย์ใหญ่” ในยุค AI…ไม่เพียง “สร้างคนให้มีงาน” แต่ต้องสร้างคนให้พร้อม “กำหนดอนาคต” ของตนเอง

ชีวิตจริงคือจุดเริ่มต้น :

เส้นทางเกือบ 20 ปี ของ หรือ PIM ไม่ได้เริ่มต้นจาก…แนวคิดบนกระดาษ หากเริ่มจาก ประสบการณ์ชีวิต ของชายที่ชื่อ… “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้เคยต้องเรียนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ควบคู่กับการทำงานในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี

ในวันที่เพื่อนจำนวนมาก เรียนหนังสืออยู่ในห้องช่วงกลางวัน เด็กหนุ่มคนหนึ่ง กลับต้องทำงาน ก่อนรีบเดินทางไปให้ทันชั้นเรียนเวลา 18.00 น. หลายวัน…ความเหนื่อยล้าทำให้แทบหลับคาโต๊ะ แต่ประสบการณ์ “เรียนไป ทำงานไป” กลับทำให้เขาเห็นว่า…

โลกในตำรากับโลกของการทำงานไม่ควรถูกแยกออกจากกัน

ประสบการณ์ดังกล่าว ได้นำไปสู่คำถามสำคัญ? เมื่อเขาพบว่า…บัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อย ยังต้องได้รับการฝึกฝนอีกหลายเดือน จึงจะสามารถทำงานในองค์กรได้จริง ทั้งที่ใช้เวลาเรียนในมหาวิทยาลัยมาแล้วถึง 4 ปีเต็ม!

“มหาวิทยาลัยควรเป็นสถานที่ที่นักศึกษาไปเดินเล่น เรียนไปวัน ๆ แล้วจบมาทำงานไม่เป็นจริงหรือ?”

คำถามนั้น ติดอยู่ในใจ และกลายเป็นหนึ่งใน “จุดตั้งต้น” ของการสร้าง สถาบันการศึกษาที่พยายามเชื่อม “ความรู้” เข้ากับ “ความจริง” ของโลกการทำงาน

เสียงเย้ยหยันเมื่อวันวาน :

“ก่อศักดิ์” ตัดสินใจสร้าง PIM ขณะมีอายุประมาณ 54–55 ปี ท่ามกลางเสียงวิพากษ์และคำสบประมาทด้วยวลีที่ว่า…“มหาวิทยาลัยเด็กร้าน” และ “มหาวิทยาลัยรากหญ้า”

คำถากถางเหล่านั้น สะท้อนข้อกังขาของสังคมไทยในเวลานั้นว่า…สถาบันซึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีกจะสามารถสร้าง “บัณฑิต” ได้จริง? หรือเป็นเพียง…ระบบผลิตกำลังคนเข้าสู่องค์กรตัวเอง!

แต่ “ผู้ก่อตั้ง” เลือกตอบข้อสงสัยด้วย โมเดล Work-based Education ภายใต้แนวคิด “เรียนไป ทำงานไป จบไปแล้วได้งานทำ” เพราะเชื่อว่า…คนที่ต้องเรียนควบคู่กับการทำงานไม่ได้ด้อยกว่าใคร ตรงกันข้าม ประสบการณ์จากการทำงานอาจกลายเป็นต้นทุนชีวิตที่หาไม่ได้จากห้องเรียนเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ฟังดูเรียบง่าย…กลับไม่ได้รับการยอมรับในทันที!

ปีแรก PIM รับนักศึกษาได้เพียง 350 คน ปีต่อมาเพิ่มเป็น 550 คน รวม 2 ปีแรกเพียง 900 คน แม้จะมีทุนการศึกษา มีงานระหว่างเรียน และมีระบบการเรียนรู้จากสถานประกอบการรองรับ ก็ตาม

เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนผู้สมัคร แต่คือ…“ความเชื่อมั่น” ที่สถาบันการศึกษาแห่งใหม่ยังไม่มีมากพอ

ใช้บัณฑิตพิสูจน์ :

การสร้างมหาวิทยาลัย อาจเริ่มจากอาคาร หลักสูตร และคณาจารย์ แต่การสร้างความเชื่อมั่นต้องใช้เวลา เพราะสิ่งที่จะตอบคำถามของสังคมไทย ได้ดีที่สุด! ไม่ใช่คำโฆษณา หากเป็น…คุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษา

“ก่อศักดิ์” ยอมรับว่า…PIM ต้องสร้างบัณฑิตออกไปอย่างน้อย 3 รุ่น เพื่อให้ “คนทำงานจริง” เป็น…“ผู้พิสูจน์!”  ต่อทั้ง…หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน สถานประกอบการ และสังคมไทย

กว่าจะผ่านแต่ละรุ่น! จึงไม่ใช่เพียงการรอเวลา แต่เป็นช่วงของความอดทน การปรับปรุง และการรักษาความเชื่อในระบบที่ยังไม่เคยมีบทพิสูจน์มาก่อน

จากวันแรก…ที่รับนักศึกษา 350 คน PIM เคยรับ “นักศึกษาใหม่” สูงสุดเกือบ 7,000 คนต่อปี และ ปัจจุบันรับประมาณ 5,000–6,000 คนต่อปี

บัณฑิตที่เรียนจบจาก PIM จำนวนมาก ไม่ได้จำกัดเส้นทางอยู่เฉพาะในธุรกิจค้าปลีก หากแต่ได้กระจายเข้าสู่…องค์กรและสาขาอาชีพที่หลากหลาย

จากคำสบประมาทในวันนั้น การยอมรับบัณฑิตในโลกการทำงาน จึงกลายเป็นคำตอบที่มีน้ำหนักมากกว่าคำชี้แจงใด ๆ

โอกาสเปลี่ยนชีวิต :

วันนี้….ในวัย 74 ปี “ก่อศักดิ์” มองเห็น “นักศึกษารุ่นใหม่” ที่ต้องเรียนไป ทำงานไป ไม่ต่างจากตัวเขาเมื่อกว่า 50 ปีก่อน

เด็กเหล่านั้น…เดินเข้าสู่สถาบันพร้อมความฝัน ความมุ่งมั่น และความต้องการพิสูจน์ตนเอง ก่อนเติบโตออกไปมีงาน มีรายได้ และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง!!!

สิ่งที่เขาภูมิใจ จึงไม่ใช่เพียงการ…สร้างสถาบันการศึกษา แต่คือ การพิสูจน์ที่ว่า…“มหาวิทยาลัยรากหญ้า” สามารถสร้าง “บัณฑิตที่มีคุณภาพ” คนขาดโอกาสมีสิทธิได้รับการศึกษาที่ดี

และ การเรียนไปพร้อมกับการทำงาน….ไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากแต่เป็นประสบการณ์ที่ควรภาคภูมิใจด้วยซ้ำ!!!

“เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของชนชั้น ไม่ควรเป็นเรื่องของฐานะ การศึกษาเป็นเรื่องของโอกาส และโอกาสควรเป็นของทุกคน”

เกือบ 20 ปีของ PIM จึงไม่ใช่ผลงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง? แต่เกิดจาก…บรรดาคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา บัณฑิต สถานประกอบการ และพันธมิตร ที่ร่วมกันเปลี่ยนมหาวิทยาลัยจาก “สถานที่ให้ความรู้” ให้เป็นพื้นที่ซึ่งเชื่อมความฝันเข้ากับชีวิตจริง

สู่ทศวรรษที่ 3 :

เมื่อ PIM ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 บทพิสูจน์ครั้งใหม่? จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่…การเติบโตของสถาบัน! หากแต่ต้องวัดจาก ความสามารถในการ “รับมือ” โลกการศึกษา กับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งกว่าเดิมมากนัก???

หากมองจากมุม “ยุทธศาสตร์การศึกษา” แล้ว ผู้เขียน เชื่อมั่นว่า…โมเดลของ PIM เกิดขึ้นเพื่อแก้ช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่มหาวิทยาลัยสอน” กับ “สิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการ” โดยนำสถานประกอบการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

ในช่วงเริ่มต้น คำว่า “จบแล้วมีงานทำ” คือ…คำตอบที่ทรงพลัง! โดยเฉพาะสำหรับ ครอบครัวที่มองการศึกษาเป็นโอกาส “ยกระดับชีวิต” และไม่สามารถจะ “แบกรับความเสี่ยง” จากการเรียนจบแล้วตกงานได้

แต่เมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้น “ความสำเร็จ” ของมหาวิทยาลัย ไม่อาจวัดเพียงว่า…บัณฑิตที่เรียนจบออกไปแล้ว…มีงานทำหรือไม่?

หากยังต้องดูให้ลึกต่อไปว่า…งานที่ทำนั้น มีคุณภาพแค่ไหน? มีรายได้และความก้าวหน้าเพียงใด? สามารถเปลี่ยนงาน ข้ามอุตสาหกรรม หรือสร้างกิจการของตนเองได้หรือไม่? อย่างไร?

ดังนั้น เป้าหมายในระยะต่อไปของ PIM จึงอาจต้อง “ขยับ!” จากการ…สร้างคนให้ “พร้อมทำงาน” ไปสู่การสร้างคนให้ “พร้อมเติบโต” และมีอำนาจกำหนดเส้นทางชีวิตของตัวเอง!!!

งานต้องเป็นห้องเรียน :

ในมุมของ ผู้เขียน มั่นใจว่า…Work-based Education มีคุณค่ามากกว่าการส่งนักศึกษาไปฝึกงาน? นั่นเพราะ…หัวใจของแนวคิดนี้ ไม่ได้อยู่ที่ “จำนวนชั่วโมง” ในสถานประกอบการ แต่อยู่ที่ตัวนักศึกษา…สามารถจะปรับเปลี่ยนประสบการณ์จากหน้างาน ให้เป็น “องค์ความรู้” ได้มากเพียงใด? มากกว่า…

การทำงาน…จึงต้องไม่แยกจากการเรียน!

นักศึกษาต้องมีโอกาสตั้งคำถาม วิเคราะห์ปัญหา ทดลองแก้ไข และนำสิ่งที่พบกลับไปเชื่อมโยงกับหลักวิชา โดยมีอาจารย์และผู้ดูแลในสถานประกอบการช่วยกันออกแบบกระบวนการเรียนรู้

หากมีเพียง…การทำงาน โดยขาดการสะท้อนบทเรียน? ระบบอาจสร้าง “คนที่ทำงานเดิม” ได้คล่องแคล่ว โดยไม่จำเป็นจะต้อง “สร้างคนที่คิดเป็น” หรือ “พร้อมรับมือกับปัญหาใหม่”

ดังนั้น ความท้าทายของ PIM จึงอยู่ที่การทำให้ “สถานที่ทำงาน” เป็น “ห้องเรียน” อย่างแท้จริง! ไม่ใช่เพียงสถานที่ฝึกปฏิบัติ?

AI เปลี่ยนนิยามคนเก่ง :

โลกในวันที่ PIM เริ่มต้น กับ…โลกหลังเข้าสู่ยุค AI? อาจต้องการ “กำลังคน” ที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ???

ในอดีตคนพร้อมทำงาน อาจหมายถึง…ผู้มีวินัย อดทน เข้าใจระบบ และลงมือปฏิบัติได้ทันที!

แต่วันนี้…งานซ้ำจำนวนมา กสามารถถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติ ขณะที่ ข้อมูล ความรู้ และเครื่องมือใหม่

เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว…กว่ารอบการ “ปรับหลักสูตร” ของทุกมหาวิทยาลัยเสียด้วยซ้ำ!!??

“บัณฑิตยุคใหม่” จึงต้องทำได้มากกว่าปฏิบัติตามขั้นตอน ต้องใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน ตั้งคำถามเป็น ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ เข้าใจมนุษย์ ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้ทักษะใหม่ตลอดชีวิต

ถึงบรรทัดนี้…โจทย์สำคัญของ PIM ในทศวรรษที่ 3 จึงไม่ใช่การสอนนักศึกษาให้ทำงานใน “ตำแหน่งงานวันนี้” เท่านั้น แต่ยังจะต้อง “จัดเตรียมพวกเขา” ให้พร้อมสำหรับงานที่ยังไม่มีชื่อเรียก รวมถึง โลกที่บางอาชีพอาจเปลี่ยนแปลงไปก่อนวันที่นักศึกษาเรียนจบ!!!

ถึงบรรทัดนี้…โจทย์สำคัญของ PIM ในทศวรรษที่ 3 จึงไม่ใช่การสอนนักศึกษาให้ทำงานใน “ตำแหน่งงานวันนี้” เท่านั้น แต่ยังจะต้อง “จัดเตรียมพวกเขา” ให้พร้อมสำหรับงานที่ยังไม่มีชื่อเรียก รวมถึง โลกที่บางอาชีพอาจเปลี่ยนแปลงไปก่อนวันที่นักศึกษาเรียนจบ!!!

จากองค์กรสู่ประเทศ :

อีกบทพิสูจน์หนึ่ง! นั่นคือ…PIM จะ “ขยายความสำเร็จ” จากการตอบโจทย์ “กำลังคน” ของภาคธุรกิจ ไปสู่…การเป็น “โมเดล” กำลังคนของประเทศ…ได้มากน้อยแค่ไหนเพียงใด???

สังคมไทย จะต้องมองเห็นตรงกันว่า…บัณฑิตของ PIM ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากแต่มี “สมรรถนะ” เพียงพอที่จะทำงานกับองค์กรที่หลากหลาย แข่งขันในตลาดแรงงานสากล เป็นผู้ประกอบการ และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมไทยได้ในระดับที่น่าพอใจ…

ยิ่ง PIM มีพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรมมากเท่าใด? นักศึกษา ก็ยิ่งจะมีพื้นที่ “เลือกเส้นทาง” ของตนเองมากขึ้นเท่านั้น!!!

และยิ่งช่วยคลายข้อกังขาเดิมที่ว่า…Work-based Education คือ…การผลิตคนเข้าสู่ระบบธุรกิจ มากกว่าการสร้างมนุษย์ที่มีเสรีภาพในการเลือกอนาคต

วัดโอกาสถึงปลายทาง :

ความเชื่อของ “ก่อศักดิ์” ที่ว่า…“โอกาสควรเป็นของทุกคน” จะสมบูรณ์ได้ ไม่ใช่เพียงวันที่เด็กคนหนึ่งได้รับทุนหรือก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เท่านั้น

แต่จะต้อง “วัด” ไปถึงวันที่…พวกเขาเรียนจบ มีงานที่มีคุณค่า มีรายได้ดูแลตนเองและครอบครัว ตลอดจน สามารถก้าวพ้นข้อจำกัดเดิมของชีวิตได้จริง!

ดังนั้น นอกจาก…จำนวนผู้สมัคร และอัตราการมีงานทำแล้ว PIM ยังควรทำให้สังคมไทย ได้มองเห็นข้อมูลที่ลึกขึ้น? ทั้ง…อัตราการเรียนจนจบ คุณภาพชีวิตระหว่างเรียน รายได้เริ่มต้น ความก้าวหน้าในระยะยาว

ตลอดจน จำนวนบัณฑิตที่สามารถเติบโต “นอกองค์กร” ในเครือ หรือสร้างกิจการของตนเอง

ข้อมูลเหล่านี้ ไม่เพียงมันจะ “ไม่ลดทอน” คุณค่าของสถาบัน ในทางตรงกันข้าม กลับจะเป็น “หลักฐานชุดใหม่” ที่ช่วยยืนยันว่า…

“โอกาสทางการศึกษา” ได้เปลี่ยนชีวิตคนอย่างยั่งยืนเพียงใด!!??

บทพิสูจน์ยังไม่จบ? :

เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา PIM ใช้เวลาเปลี่ยนคำสบประมาท! จากวลี…“มหาวิทยาลัยเซเว่น” และ “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” ให้กลายเป็น…แรงผลักดัน! และพร้อมใช้…บัณฑิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า เป็น “เครื่องพิสูจน์” ว่า…

การศึกษาเชื่อมกับการทำงานสามารถสร้างคนที่พร้อมเผชิญโลกจริงได้!

ทว่า…ความสำเร็จในอดีต ย่อมไม่ใช่ “ใบรับรองอนาคต”

บนเส้นทางสู่ทศวรรษที่ 3PIM จะต้องตอบโจทย์ที่ยากกว่าเดิม? ตั้งแต่… AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างงาน ความรู้ที่หมดอายุเร็ว ความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ ไปจนถึง การแข่งขันของกำลังคนที่ไม่มีพรมแดน

หาก…ก้าวแรกของ PIM หรือ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ คือ “การพิสูจน์” ว่า “เรียนไป ทำงานไป” สามารถทำให้คนมีงานทำ

ก้าวต่อไปในทศหน้า ก็จะต้อง “พิสูจน์” ให้ได้ว่า…การศึกษาแบบนี้ สามารถทำให้..คนคิดเป็น เลือกเป็น ปรับตัวเป็น และสร้างอนาคตของตัวเองได้

นั่นเพราะ…มหาวิทยาลัยสร้างคนที่แท้จริง! ไม่ได้สร้างเพียงคนที่พร้อมเข้าสู่งาน แต่จะต้อง “สร้างคน” ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงงาน องค์กร และสังคมไทย เปลี่ยนแม้กระทั่ง วิถีชีวิตของพวกเขาเอง!!!.